วันแรกๆ เกิดอาการคันที่ข้อพับขาตอนอยู่ออฟฟิศ ก้อเลยเกาๆ (เสียงในใจ: เพราะอากาศในออฟฟิศมันเย็นรึป่าวน้าที่ได้คัน แต่มันก้อหนาวงี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วหนินา)
วันต่อมา เป็นที่คันมาเป็นที่ตัวแทน ก้อเกาๆอีก (เสียงในใจ: หรือเพราะ oil ทาตัวฟระ แต่ก้อเปลี่ยนยี่ห้อมาซักพักแล้วนี่หว่า)
วันต่อๆมาอีก ก้อมาคันที่แขนเพิ่มขึ้น (ฮ่วย! ไรฟระ)
เกาๆๆๆ จนเป็นตุ่มน้ำขึ้นเต็มตัวไปหมด แล้วก้อคิด เอ๊ะ หรือว่าจะเป็น..............
เพื่อความชัวร์ เลยลงไปข้างล่าง
ข้าพเจ้า: พี่ๆ ช่วงไม่กี่วันนี่มีเปลี่ยนผงซักฟอกรึเปล่าอ่ะ
พี่: อืมมมมม ก็คุณ xxx ซื้อมา เป็นอีกอันนึงอ่ะ ยี่ห้อเดียวกันแต่คนละสี
โฮ่ๆ จับตัวการได้แล้ว มันก็คือ.....
ผงซักฟอก บรีส สีเขียว นั่นเอง
ก้อเลยบอกทุกคนให้เอามันไปห่างๆของๆข้าพเจ้า แล้วเราก้อกลับมานั่งเกาๆในห้องต่อ
แงงงงงงงง.......คันอ้ะ
เอ่มมมม ก็ไม่รู้ว่าเพราะอากาศหรือว่าอะไรที่ทำให้ช่วงนี้ถึงได้มีคน (ผู้ชาย) อยากจะคุยกะฉันจัง แต่ไม่ว่าจุดประสงค์จะเป็นอะไร ถ้าคุณผู้ชายทั้งหลายยังไม่รู้จักการ Learn something อย่าฝันว่าจะไปถึงจุดหมายเล้ยย
ขอบอกว่าไม่ได้อวดเก่ง ไม่ได้อวดฉลาด ว่ารู้จักผู้ชายทั้งโลก แต่ที่จะเขียนต่อไปนี้ จะบอกให้ว่าไอ้ที่ทำกันอยู่แล้วคิดว่าเจ๋งเนี่ย ผู้หญิงเค้ามองว่ามันน่ารำคาญแค่ไหน อย่างเช่น.....
- Miss B ไม่ได้รู้จักมักจี่อะไรกับ Mr.A เลย แต่ Mr.A พยายามทำความรู้จักโดยการจิ๊กของๆ Miss B แล้วมาป่าวประกาศทีหลังว่าฉันเอาของๆเธอไปปู้ยี่ปู้ยำแหละ กะว่าจะให้เข้ามาคุยด้วยหรืออยากโดนด่าอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ Mr.A จะได้เป็นของแถมคือ First impression แบบเกลียดขี้หน้ากันไปเลยจาก Miss B มากกว่านะ (ทำแบบนี้แล้วจะ work ตรงไหน? มันคิดได้ไงเนี่ย)
- Miss B รู้จักกับ Mr.C นิดหน่อย แต่ก้อไม่มากพอที่จะเรียกว่าสนิทกัน Mr.C เลยอยาก up Level โดยการมายืนแจกยิ้มให้ Miss B ทุกครั้งที่มาออฟฟิศ ถ้ายิ้มแล้ว Miss B ยังไม่หันไปมองอีก Mr.C จะเริ่มมือไม้อยู่ไม่สุข จับนู่นจับนี่ (ของ หมายถึง Stuffs อ่ะ) ของ Miss B เอาเป็นว่า Mr.C จะประสบความสำเร็จที่ทำให้ Miss B สนใจได้ (โดยการถูกด่า) แต่ Level ที่จะเพิ่มคือ Level ฝั่ง Miss B ที่จะเอาตัวออกห่างจาก Mr.C น่ะแหละ
- Mr.D รู้จักกับ Miss B ในฐานะเป็น Partner business กัน Mr.D จะดูดีถ้ารู้จักรักษาระยะห่างและรักษาความเป็นผู้ใหญ่เอาไว้ ไม่ใช่ต้องมาทักใน msn ทุกครั้งที่ออน หรือต้องขอมีส่วนร่วมทุกครั้งกับเรื่องของ Miss B ความคิดของ Mr.D ที่ว่า do nothing, get nothing but do something, might get something มันไม่ได้ถูกเสมอไป ถ้าไม่ทำอะไรผลลัพธ์ที่ได้คือ เฉยๆ กะไม่ถูกเกลียด แต่ถ้าทำอะไรขึ้นมาแล้วพลาดเนี่ย.... โอกาสจะถูกเกลียดมันมาทันที ไม่ต้องสงสัยว่าทำไม Miss B ถึง block MSN ของ Mr.D บ่อยๆ ถ้าไม่ติดว่าต้องทำงานด้วยกัน ป่านนี้ทั้งลบทั้งบล๊อกไปแล้วววว
- Mr.E เที่ยวบอกใครๆไปทั่วว่าเกิด Love at first sight กับ Miss B (ทั้งๆที่พูดกันไม่ถึง 3 คำ) แถมพยายามทำทุกวิถีทางให้ Miss B เข้ามา involve โปรเจคให้ได้ (ฝันไปเถอะ!!) เป็นเอามากถึงขนาดจะยกอุปกรณ์ทำมาหากินอันใหญ่โตมโหฬารมาที่ออฟฟิศของ Miss B (เพื่ออะไรเนี่ย??).... เออ อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ ขี้เกียจยุ่ง
- หมาหยอกไก่ นี่ก็ชอบใช้กันจังเลย ทั้ง Mr.F, Mr.G, Mr.H..........etc. แน่นอนว่าพวกนี้ก็ต้องรู้จักกับ Miss B ดีในระดับนึง แต่ก็เพราะอย่างงี้ งั้นก็คงเป็นได้แค่นี้ไปตลอดล่ะมั๊ง ไม่มีผู้หญิงที่ไหนชอบความไม่ชัดเจนหรอก
ไอ้การที่พยายามเรียกร้องความสนใจ มันก็ทำได้อยู่หรอก แต่วิธีการไหนก็ต้องเลือกนิดนึง ถ้าหน้าตาดี พูดจาดี ถึงจะทำอะไรเหมือนข้อข้างบนที่ว่ามา มันก็อาจจะดูดีกว่าคนธรรมดาก็ได้ แต่ถ้าบังเอิญว่าไม่ใช่ คิดมาได้ไงว่ามันจะ work เนี่ย (ขนาดไอ้ที่หน้าตาดี ผลลัพธ์ที่ลุ้นมันยังแค่อาจจะดีเลย แล้วนี่เป็นใคร ฝันไปรึเปล่า??)
ทั้งหมดนี้เป็นแค่ข้อคิดเห็นจากผู้หญิงคนนึงเท่านั้น ซึ่งอาจจะแตกต่างจากคนทั่วไปก็ได้ แต่ก็ควรจะฟังไว้พิจารณา มิใช่หรอ????

ตั้งชื่อว่าปังคุงละกัน
ปังคุงตะลุยป่าดงดิบ
proudly present...เพลงในดวงจายย ประจำวันนี้
เกลียดละคร แต่ก็ดูมันทุกตอน
เกลียดคนใจร้อน แต่ก็ชอบมวย
เกลียดคนรวยนัก ชอบดูถูกฉัน แต่เมื่อคืนพึ่งฝันว่าถูกหวย
เกลียดใครจะได้เจอมันทุกวัน
เกลียดคนผิดนัด แต่ฉันก็เคย
เกลียดจังตอน hang ปวดหัวตอนเช้า ตกเย็นกินเหล้าไม่หยุดเลย
* ชีวิตคนสับสนวุ่ยวาย เพราะหัวใจมันคล้ายมีบางอย่าง
ถึงฉันเกลียดแต่ฉันก็ต้องการ ไม่ว่าใครๆ
** เกลียดความรักที่ทำให้เราต้องเสียใจ
แต่ยังค้น ยังคอยจะหามันเรื่อยไป
เจ็บไม่จำ ทั้งๆที่รู้ สุดท้ายที่รออยู่คืออะไร โอ โว้ โอว ... (โอ โว้ โอ้ว ... )
เกลียดความรักที่ทำให้เราต้องร้องไห้ แต่ยามเหงาถ้าไม่มีเขาก็ไม่ได้
อยู่คนเดียวมันยังไม่พอ ต้องขอใครสักคน เข้ามาทำให้ใจเจ็บช้ำ ไม่เข้าใจ ...
เกลียดการพนันแต่ก็เคยเป็นเจ้ามือ
รำคาญมือถือ แต่ฉันก็มี
เกลียดจังความอ้วน ใครๆก็รู้ แต่ยังสั่งขาหมูกินอยู่ดี
เกลียดการมองคนที่หน้าตา แต่พอเจอดาราขอลายเซ็น
เกลียดคนยั้วเยี้ย อึดอัดทุกครั้ง แต่พออยู่ในผับฉันก็ต้องเต้น
( * )
( ** )
Solo
( ** )
I dunno where I am.
I'm Lost........
สืบเนื่องมาจากดูซีรีย์ Liar Game ของญี่ปุ่น (ดัดแปลงมาจากการ์ตูนชื่อเดียวกัน) ถ้าเข้าไปอ่านเรื่องย่อในลิ้งค์ที่ให้ไว้ เค้าก้อจะบอกว่านางเอกเป็นเด็กที่ "ซื่อสัตย์" (เค้าใช้คำว่า honest) แต่ต้องเข้ามาพัวพันกับเงินจำนวน 100 ล้านเยนกับ Liar Game โดยที่มีพระเอก (โคตรฉลาด) เป็นตัวช่วย คือยังดูไม่จบเรื่องแต่ก้อประมาณ 70% แล้วล่ะ เลยขอบังอาจวิเคราะห์ + สงสัยหน่อยเหอะว่า คาแรกเตอร์ของตัวละครนี่มันทำให้เราอ้างอิงไปถึงประชากรในประเทศเค้าได้รึเปล่าว่ามันเป็นแบบนี้จริงๆ เช่น ผู้หญิงต้องแบ๊วๆ เก๊ทอะไรช้าๆ (ในเรื่องนี้เค้าพูดว่านางเอกซื่อจนบื้อ... ฟามจริงเรียกว่าโง่ได้เลยนะนั่น) ส่วนผู้ชาย (พระเอก) ก้อต้อง เก่ง เท่ สมาร์ทอยู่คนเดียว ตัวโกงที่ดูสมน้ำสมเนื้อกะพระเอกมาตลอดก้อต้องมาตกม้าตายเอาตอนสุดท้ายทุกที ไม่อยากจะสรุปแบบนี้หรอก แต่ว่าซีรีย์ญี่ปุ่นเรื่องอื่นอย่าง Hero, Nodame อะไรแบบนี้ก้อคาแรกเตอร์ประมาณเดียวกัน หรือว่าคนญี่ปุ่นจะเป็นแบบนี้จริงๆ....ก้อละครมักจะสร้างจากชีวิตจริง รึเปล่า....หรือว่าสิ่งที่เราดูอยู่มันเป็นแค่ default theme ของประเทศนั้นๆ อย่างเช่น ละครน้ำเน่าเมืองไทย นางเอกจะเรียบร้อยแสนดี พระเอกก้อจะหน้าตาดีแต่โง่ (ขนาดแยกไม่ออกว่านี่คือนางเอกปลอมตัวเป็นผู้ชายมา) หูเบาอีกต่างหาก ส่วนตัวโกงซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงก้อพูดจาแบบธรรมดาไม่เป็น แว้ดๆ ตบๆเป็นอยู่แค่นั้น.... ส่วนเกาหลี (เนื่องจากด้วยประสบการณ์การดูซีรีย์หวานซึ้งของเกาหลี ดูแต่ฮาๆ แต่ก้อเดาว่ามันจะต้อง) พระเอกส่วนใหญ่จะรวยและหล่อ ส่วนนางเอกจะแก่นๆหน่อย หน้าตาดีรึเปล่าไม่รุ้แต่นอกจากพระเอกแล้วจะมีผู้ชายอีกคน (ส่วนใหญ่ก้อเพื่อนพระเอกน่ะแหละ) มาแอบปิ๊งด้วยเหมือนกัน ส่วนตัวรองอีกคนก้อจะเป็นผู้หญิงที่มาแอบชอบหรือเป็นแฟนเก่าพระเอก สรุปมันจะมี 2 คู่ให้ดูว่างั้นเหอะ
หรือคิดอีกมุมนึง (คิดมากไปป่ะเนี่ย) ละครทำให้คนดูมีแนวโน้มเป็นแบบตัวละครในเรื่อง เหมือนอย่างที่ข่าวเมืองไทยชอบลงเวลาที่จับเด็กหรือคนที่ทำความผิดได้ แล้วมันตอบว่าเลียนแบบมาจากในหนัง / ละครที่ดูมา (ช่างไม่มีความคิดเป็นของตัวเองกันจริงเลย) แล้วตกลงว่าใครลอกใครกันแน่ระหว่างละครกับชีวิตจริง??
BARF= Bones and Raw Food หรือ Biologically Appropriate Raw Food
ก็คือการให้น้องม๋าของเรากินอาหารดิบและได้แทะกระดูก จะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดต่อสุขภาพและร่างกายของน้องม๋าเอง....โอ้ เลี้ยงหมามาตั้งนาน เพิ่งจารู้ วันนี้ยาวหน่อย แต่มีประโยชน์นะ (อ่านแค่นี้แล้วมานั่งคิดดู ก็อาจจะจริงนะ เพราะเราเลี้ยงน้องม๋าข้างนอกแบบให้กินกับข้าวด้วย กินผัก กินกระดูก แต่มันก้อไม่ค่อยป่วยเป็นอะไร ไม่เหมือนไอ้พวกที่กินแต่อาหารเม็ดอย่างเดียว ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะพวกนั้นเป็นหมาใหญ่ มันต้องถึกกว่าหมาเล็กอยู่แล้วแน่เลย ความจิงเป็นเพราะอาหารด้วยหรอเนี่ย)
ฟามเชื่อสมัยก่อน
- ห้ามให้กระดูกไก่กะน้องม๋า เพราะมันจะทำให้กระเพาะเป็นแผล
- อาหารสำเร็จรูปคืออาหารที่ดีที่สุด
ข้อแรก ห้ามให้กระดูกน้องม๋า......ถูกครึ่งเดียว คือ ให้ให้กระดูกที่สุกแล้วเพราะมันจะแตกหักได้ง่ายและเข้าไปทิ่มกระเพาะ แล้วคุณค่าทางอาหารก็จะหายไปเพราะถูกทำให้สุกด้วย แต่เราสามารถให้กระดูกดิบๆ กะน้องม๋าแทะได้ เพราะมีสารอาหารที่เหมาะสมกะน้องม๋าของเราๆ และที่สำคัญ ถูกด้วย
ข้อสอง อาหารสำเร็จรูปคือ the best ..... ผิด เหตุผลต้องลองอ่านต่อไป
อาหารธรรมชาติดีกว่าอาหารสำเร็จรูปยังไง เค้าบอกว่าจะช่วยให้ไม่มีปัญหาผิวหนัง, ฟัน, ตา, การเจริญเติบโต, การผสมพันธุ์ และไม่มีพยาธิ อึก็ไม่มีกลิ่นเหม็น และปริมาณอึก็น้อย กลิ่นปากไม่มี ค่าใช้จ่ายลดลงอย่างมาก เพราะค่าอาหารถูกลงและไม่ต้องสิ้นเปลืองค่ายารักษาโรคและยาถ่ายพยาธิ ฯลฯ
สัดส่วนอาหารที่เหมาะสมที่จะให้น้องม๋าคือ
60% เนื้อดิบติดกระดูก
40% อาหารสดเพื่อสุขภาพที่คนเรากิน เช่น ไข่ โยเกิร์ต ผักผลไม้ ฯลฯ
ขอก๊อปบางส่วนจากเวปที่เกี่ยวข้องมา เพื่อฟามรู้
**********************************************************
สรุปได้ว่า: จะเลี้ยงสุนัขให้แข็งแรงสมบูรณ์ตามธรรมชาตินั้นจะต้อง
- สุนัขต้องกินกระดก และเนื้อสัตว์ที่ยังดิบ
- สุนัขต้องกินเครื่องใน ตับไต ไส้พุงดิบๆ
- สุนัขต้องกินผักหญ้า กินผลไม้ (แบบที่ถูกย่อยแล้วในกระเพาะอาหารของสัตว์อื่น) ที่บดละเอียด
- สุนัขต้องกินมูลสัตว์ กินอ้วก กินรก กินเนื้อเน่า (ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีจุลินทรีย์ตัวเล็กๆ หรือเจิร์ม) ซึ่งในที่นี้เราใช้บริวเวอร์ยีสต์และโยเกิร์ตแทน (มิน่าซูโม่มันถึงชอบกินอึ)
- สุนัขต้องกินอาหารสดและดิบ
- สุนัขสามารถปรับสมดุลในอาหารที่กินเข้าไปได้เองตามเวลาที่เหมาะสม จึงไม่จำเป็นต้องกินอาหารที่สมดุลทุกมื้อ
***********************************************************
สำหรับข้อเสียของการให้อาหารสุกมีมากมาย สรุปคร่าวๆคือ มันทำลายพวกวิตามิน สารอาหารที่มีประโยชน์ออกไป รวมถึงเอนไซม์ทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนักมากขึ้น และส่งผลอื่นๆ ทำให้สุขภาพไม่ดี
สารอาหารที่สำคัญ
- Omega 6
- Omega 3
- Vitamin E
- Protein
- แร่ธาตุต่างๆ + Vitamins
Detail มากมายไว้เข้าไปอ่านเองละกัน แต่สรุปสิ่งที่ควรให้น้องม๋ากินเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงได้แก่
- เนื้อสดติดกระดูกจาก ไก่, แกะ, วัว, กระต่าย และหมู
- เนื้อแดง
- เครื่องใน, ตับ, ไต, หัวใจ, สมอง
- ไข่แดง
- เนยแข็งและคอทเทจชีส, โยเกริ์ต, นม และเนย
- อาหารทะเล และอาหารสดจากปลาเฮอริ่ง, แซลมอน, ซาดีนส์
- ผักใบเขียวต่างๆ ข้าวโพด, มันเทศ (สีเหลือง), แครอท
- ผลไม้สดและแห้ง
- ธัญพืชต่างๆ เช่นข้าวกล้อง, ข้าวโอ๊ต, วีทเจิร์ม ฯลฯ
- บริวเวอร์ยีสต์, สาหร่ายทะเล, โมลาส
- น้ำมันตับปลา
- น้ำมันข้าวโพด, ถั่วเหลือง, วีทเจิร์ม, เมล็ดฝ้าย, ดอกคำฝอย, ดอกทานตะวัน, ถั่ว
กินได้เยอะเนอะวันก่อนลองเอาแบบ surf ก่อนคืออาหารเม็ด + โยเกิร์ต + หอยลาย ผสมให้ซูโม่กิน ก็ดันกินซะงั้น เออๆ เด๋วเอาอีก หนุกดีๆ
ตัวอย่างอาหาร เผื่อใครอยากเอาไปใช้บ้าง ปรับเปลี่ยนได้ตามสมควรค่ะ

มันคืออะไร?
ในตอนนึงของหนังสือ ZigzaG เขียนไว้ว่า
"ตัวช่วยให้เราเดินไปสู่จุดโล่งแจ้งของชีวิต"
ก็คือ
ชัดเจนกับชีวิต
ทำในสิ่งที่ชอบ
และกล้าพูดแบบยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยคำว่า "ไม่"
เมื่อสิ่งนั้นไม่ตรงกับเข็มทิศชีวิต
สรุปก้อคือเค้ามองว่าเวลาเป็นสิ่งมีค่า
อย่าปล่อยให้มันผ่านไปเรื่อยๆ เหมือนกับสายน้ำที่ไม่รู้ว่าไหลไปทางไหน
เราต้องเป็นนายของเวลา ไม่ใช่เป็นทาส
ชีวิตของคนเรามีค่ามากกว่าคำว่า "ตื่นนอน ทำงาน และคอยรับเงินตอนปลายเดือน"
เกิดมาทั้งที มันต้องทำอะไรได้มากกว่านั้นสิ เรื่องที่อยากทำมันหายไปไหน?
จริงมั๊ย??
ขอลอกหนังสืออีกที ... เค้าบอกว่า
เราต้องเป็นผู้กระทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เป็นผู้ถูกกระทำ
เปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่า
เริ่มต้นจากจุดเล็กที่สุด คือ สร้างความรู้สึกดีๆกับคนใกล้ๆตัว ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร
(นั่นสิ ถ้าจุดเล็กๆยังทำไม่ได้ อย่าคิดว่าจะไปทำจุดใหญ่ได้เล้ย)
นี่คือความหมายของคำว่า "ความสุข"
(เค้าว่ามางี้นะ)
เห็นด้วยมั๊ย............เห็นด้วยยยยยยยยยยยยยยย
^ v ^
กะลังเซ็ง เด๋วไว้มาเขียนเรื่องในใจใหม่
(ถ้ามีอารมณ์จะเขียนนะ)
