ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
Published 10:20 pm in Book , Expirence , Perception By --jinxx--
****เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่เปิดรับฟังทุกความคิดเห็นค่ะ****
วันก่อนไปกินข้าวกะปุยและเพื่อนๆอีกจำนวนนึง เฮฮาๆ คุยไปคุยมา ก้อมาคุยเรื่องประมาณจิตวิทยา แล้วก้อไปเรื่องของจิตวิญญาณ การกลับชาติมาเกิด อะไรพวกนี้ ความเห็นก้อแตกเป็นหลายทาง มีทั้งคนเชื่อและไม่เชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด เราเป็นคนนึงที่เชื่อเรื่องกรรม และการกลับมาก้อเลยพูดถึงหนังสือที่เราชอบเล่มนึง ซึ่งก้อเคยเขียนถึงไปแล้วด้วยชื่อ Only love is real, เราจะข้ามเวลามาพบกัน เป็นหนังสือที่ดีนะอ่านครั้งแรกคือเมื่อตอนปี 1 ตอนนี้เพิ่งได้มาเป็นเจ้าของ น่าแปลกที่ในโต๊ะนั้นมีน้อยคนที่เคยอ่าน ทั้งๆที่ตอนเราปี 1 เราเข้าใจว่ามีเพื่อนเราอ่านกันหลายคนทั้งผู้หญิงผู้ชาย เราก้อเลยบอกปุยว่าจะเอามาให้ยืมก้อละกัน
สองวันถัดมา มีคนส่งลิ้งค์นึงมาให้เรา หัวข้อก้อประมาณถามเรื่องกรุงแตกครั้งที่ 2 เรายังถามว่าให้อ่านอะไรเนี่ย มันอ่านยากๆ เขียนกันเป็นพรืดๆเต็มไปหมด คนนั้นก้อบอกว่าลองอ่านดู สนุกดี อ่านๆไปปรากฎว่ามีคนที่ระลึกชาติได้จากการภาวนา และญาณต่างๆ มาคุยถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองอยู่ในช่วงที่เสียกรุง (จบยังไงยังไม่รู้เหมือนกัน เพราะว่าตอบกันเยอะมากกก ยังอ่านได้แค่ประมาณ 10% เอง)
เราเป็นคนที่เชื่อคำที่ว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ น่าแปลกที่มีคนมาพูดเรื่องนี้ในเวลาไล่ๆกัน เป็นการกระตุ้นความอยากให้เรากลับไปอ่านหนังสือที่ว่าอีกครั้ง
ในหนังสือพูดถึงว่า "ไม่มีการบังเอิญในเรื่องของความรัก" เนื้อหาคือจิตแพทย์ที่ทำการสะกดจิตเพื่อรักษาคนไข้ เขียนเรื่องราวที่เจอมาในการรักษาและนำไปสู่การเจอกันของ Soul ของคนไข้สองคนที่เหมือนจะตามหากันมานานแต่ยังไม่เจอกันซักที สองเรื่องต่างกันตรงที่ศาสนาและวิธีการ เรื่องนึงใช้การสะกดจิตเพื่อย้อนกลับไป อีกเรื่องนึงใช้การเจริญภาวนาแบบชาวพุทธ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับคล้ายกันคือระลึกได้ว่าเราเคยเป็นอะไรมา เพื่อที่จะเรียนรู้บางอย่างจากชาติเดิม เช่นการให้อภัยต่อกัน และเราเกิดมาเพื่ออะไร ชอบในหนังสือตรงที่ว่า
"เจ้าเองก็มีส่วนสัมพันธ์กับตัวเองเท่าๆกับผู้อื่นเช่นกัน ทั้งเจ้าเองก็ได้อาศัยอยู่ในร่างมาแล้วหลายร่าง ในหลายช่วงเวลา ดังนั้น จงถามตัวตนปัจจุบันของเจ้าเถิดว่าเหตุใดจึงน่ากลัวนัก เหตุใดหรือเจ้าถึงกลัวการเสี่ยงที่สมเหตุสมผลด้วย? เจ้ากลับกระทบชื่อเสียงของเจ้าหรือ? กลัวว่าคนอื่นจะมองเจ้าอย่างไรหรือ? ความกลัวบรรดานี้มาจากวัยเด็กหรือก่อนหน้านั้นนั่นเอง"
"ลองถามคำถามเหล่านี้กับตัวเองดู: มีอะไรจะเสียหรือ? ที่เลวร้ายที่สุดคืออะไร? เรามีความสุขหรือที่จะมีชีวิตอยู่ในแบบนี้ไปจนชั่วชีวิต? ถึงอย่างไรคนเราก็ต้องตายอยู่แล้วสักวัน มันยังถือว่าเสี่ยงมากอีกหรือเล่า?"
"ในการเติบโตของเจ้า อย่ากลัวในการปลุกโทสะของคนอื่น โทสะคือการประกาศความไม่มั่นคงทางใจของพวกเขา แต่การกลัวโทสะเยี่ยงนั้นจะรั้งเจ้าไว้"
แปลว่าอะไร? คล้ายจะบอกว่าคนเรามักจะยึดติดกับบางอย่าง ไม่กล้าที่จะเสี่ยงเพราะความกลัว รู้ทั้งรู้ว่าที่เป็นอยู่มันไม่ดี แต่ก็ไม่กล้าที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไปเพราะกลัวนั่นกลัวนี่ ถ้าเป็นยังงั้นก็อยู่ไปยังงี้แหละ รับสภาพกันไป ความกลัวทำให้เราไม่เดินหน้า ถ้าเรามีสามารถสลัดความกลัวนั้นไปได้แล้วลองทำอะไรที่ใจคิด สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่าที่เรากลัวก็ได้
ยังมีอีกหลายประโยคในหนังสือที่อยากให้ลองอ่านดู ถึงจะแปลมาจากหนังสือต่างประเทศแต่ความคิดที่แสดงออกมาในหนังสือค่อนข้างสัจธรรม อ่านแล้วก้อจะแบบว่า อืมมม จริงด้วย อะไรแบบนี้
มองย้อนๆกลับไปจะรู้สึกว่าเกือบทุกสิ่งที่อย่างมีความเกี่ยวพันกันหรือเป็นการแสดง Sign อะไรบางอย่างให้เรา เพียงแต่ว่าเราจะสังเกตุเห็นรึเปล่า สำหรับตัวเองคิดว่าเริ่มเห็นอะไรบางอย่างแล้ว แต่ขอศึกษาจนกว่าจะเข้าใจจริงๆก่อนถึงจะเล่าให้ฟังได้นะ
ไหนๆเกิดมาทั้งที อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ อยากให้หลุดพ้นกันทุกคน จึงบอกต่อ หุหุ
0 comments so far.
Leave a Reply