

เริ่มแล้วๆ หลังจากที่เมื่อวาน fail ไปมื้อนึง นับวันนี้ละกัน ตอนเช้าไปใส่บาตร นึกว่าจะต้องรอนานซะแล้ว ปรากฎว่าพระท่านมาไล่ๆกันเลย พอเสร็จรูปนึง รูปต่อไปก้อเดินมาพอดี แถมพระรูปสุดท้ายให้พระเครื่องมาด้วย พอพลิกดูก้อเป็นพระประจำวันเกิดเราพอดี ไม่น่าเชื่อ อะไรจะบังเอิญได้ขนาดนี้ เป็น Good sign นะเนี่ย นอกจากใส่บาตรกับเริ่มกินเจแล้ว วันนี้ทำไรบ้าง
- เช้า ประชุมกับพี่เจ โดนตีกลับมาเสียเซลฟ์ไปนิดหน่อย แต่เข้าใจว่าเค้าหวังดีกับเรา
- บ่าย ประชุมกับแบงค์ (เค้าจ้างฉันมาประชุมอย่างเดียวหรอวะ) ก้อ soso ต้องรอดู final feedback กันต่อไป
- พยายามคืนดีกะคนคนนึง แต่เหมือนจะยังไม่สำเร็จ (อุตส่าห์ตัดใจช่างมัน ไม่ผิดก้อยอมไปพูดด้วยก่อนก้อได้ฟระ แต่ก้อยังไม่สามารถทนความกวนตรีนนนของตาคนนั้นได้อยู่ดี)
- เย็น ไปคุยกะบริษัทนึงมา ไม่รู้มาก่อนว่าจะเป็นฝรั่งแต่ก็โอน่ะ ชอบพวกนี้ตรงที่ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน
- อยากจะจ่ายหนี้สินให้หมด แต่สถานที่ไม่เป็นใจซะงั้น (หมดเวลาทำการที่นึงกะอยู่ดีดีก้อปิดซะงั้นอีกที่นึง)
- อาร์มเอาซีรีย์มาให้ มีไรดูแล้ว เย้ๆ
- กินเจ ก้อต้องกินต่อไป ต้องทำได้ๆๆๆ
Refer to my friend's journal in his Hi5, Khun Toon,
"2 days in paris : Oct 10, 2007 10:27 PM
....เห็นชื่อเรื่องแล้วอย่่าพึ่งเข้าใจว่าผมแอบทำตัวไฮโซไปเที่ยวกรุงปารีส มานะครับ เพียงแต่ 2days in parisมันคือชื่อภาพยนตร์ที่ได้ไปชมมา..... 2days in paris ว่าด้วยเรื่องของคู่รักที่เป็นแฟนกันมานานพอสมควร ฝ่ายชายเป็นนักออกแบบภายในชาวอเมริกัน ส่วนฝายหญิงเป็นช่างภาพสาวชาวฝรั่งเศส....เนื้อเรื่องว่าทั้งสองคนเดินทางกลับจากการเที่ยวเวนิซ ประเทศอิตาลีไปที่ปารีสฝรั่งเศสบ้านของฝ่ายหญิงที่ฝากแมวสุดที่รักไว้กับพ่อแม่ โดยทั้งคู่วางแผนว่าจะอยู่พักที่ปารีส2วันก่อนที่จะกลับสหรัฐอเมริกา แต่สองวันสำหรับคู่รักคู่นี้กลับเป็นสองวันที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์มากมาย ทั้งจากตัวเอง จากคนรอบข้าง และจากสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดความกดดันต่อสัมพันธภาพของทั้งคู่อย่างรุนแรง จนถึงขั้นจะเลิกกัน....แต่สุดท้ายการเิปิดอกทำความเข้าใจซึ่งกันและกันก็ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจคืนดีและจบแบบ happy ending ....
ตัวภาพยนตร์ สำหรับความเป็นหนังค่อนข้างอาร์ทเล็กๆ ไม่ใช่ประเภทฟอร์มยักษ์บุกตลาด(มันถึงฉายที่ลิโด้ที่เดียว) แต่ก็เป็นหนังที่ดูสนุกมุกตลกสอดแทรกไว้ทั้งตลกเฮฮา ไปจนถึงตลกร้ายเสียดสีสังคม....แต่สิ่งที่นอกเหนือจากตัวภาพยนตร์คงจะเป็นข้อคิดที่ได้ สำหรับคนที่เป็นแฟนกัน...เชื่อมั๊ยครับเป็นแฟนกันนานกี่ปีมันไม่สำคัญเลยถ้าคุณไม่ได้ทำความรู้จักซึ่งกันและกันคำว่า"รู้จัก"มันไม่ใช่แค่เพียงชื่อและหน้าตา แต่มันคือทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นนิสัย ความชอบ หรือแม้แต่เหตุการณ์ในอดีตของแต่ละฝ่าย...เพราะถึงแม้คุณจะตกลงกันเป็นแฟนมานานกี่ปีก็ตามถ้าคุณไม่ได้เรียนรู้ทำความรู้จักซึ่งกันและกันสุดท้ายมันก็ไปไม่รอดหรอกครับ...ข้อคิดอันนี้ผมไม่ได้นั่งตกผลึกได้จากการดูหนังเสร็จ แต่มันสรุปมาให้แล้วในช่วงฉากจบที่ฝ่ายนางเองเป็นคนเล่าเรื่อง.....
สิ่งที่ผมตกผลึกได้หลังจากหนังจบมันเกี่ยวกับสังคมมากกว่า....ชาวตะวันตก หรือฝรั่งเริ่มที่จะถวิลหาความรักที่ละเอียดอ่อนและการเรียนรูซึ่งกันและกันมากขึ้้นในขณะที่สังคมบ้านเราจากที่เคยเป็นแบบเรียนรู้ซึ่งกันและกันใช้เวลาศึกษาแต่ละคู่นานหลายปีกว่าจะแต่งงาน กลายเป็นรู้จักหน้า ชื่อ กันเพียงไม่กี่วัน ไม่กี่ชั่วโมง ก็สามารถจบลงด้วยเซ็กส์ และแยกทางกันได้อย่างรวดเร็ว เรีัยกว่าความสัมพันธ์ ความรัก เปลี่ยนแปลงเร็วยิ่งกว่าเปลี่ยนชุดชั้นในสำหรับบางคนเสียอีก(แอบซกมก) ....ภูมิใจกันหรือไม่ครับ เราไล่ตามฝรั่งเขาไปอีกขั้นแล้ว"
Agree with da sentence I hilight, dun u? That's da truth dat we usually overlooked. It doesn't matter how long but the compatibility!!
วันนี้ตาบวมป่าวเนี่ย
ไหนยิ้มจิ๊
วันเกิดเหตุ: อังคารที่ 13 พ.ย. 07
(เอาแบบย่อๆนะ เต็มๆจำไม่ได้)
-------------------------------------
เรื่องที่ 1: ตอนบ่ายๆ กะลังประชุมกะพี่เจอยู่ จูลี่โทรมาแต่ว่าเราติดประชุม พอเสร็จแล้วเลยโทรกลับ
เรา: ว่าไง
จูลี่: ตำรวจโทรมา
จูลี่: ถามว่าฉันเป็นหลานอัยการเลยหรอ
เรา: ???
จูลี่: แล้วเค้าจะขอเบอร์ท่านอัยการ จะถามว่าจะให้เค้าทำอะไร
สรุปคือ เราก้องงว่า ทำไมต้องถาม ไม่รุ้หรอว่าหน้าที่ของตำรวจคืออะไร แต่ให้เบอร์ไปเลยก้อกระไร เลยโทรไปถามพ่อก่อน พ่อบอกให้ไปเลย เหอๆๆ
ซักพักเย็นๆ โทรไปถามความคืบหน้าต่อ
เรา: เป็นไงมั่ง
จูลี่: ให้ไปแล้ว แต่ตำรวจมันก้อมาถามย้ำๆว่าแล้วเราจะเอายังไง
เรา: ถามแบบไหนอ่ะ โมโหอ่ะหรอ
จูลี่: ก้อคงนิดนึงอ่ะ
.....
มีสิทธิ์อะไรมาพูดจาแบบนี้กะประชาชนเนี่ย?? กลับบ้านคุยกะพ่อ พ่อบอกว่าเค้าก้อพูดดี (ก้อแน่ดิ) แต่ก้อบอกว่าจะให้ตามจับตัวคงยาก เพราะเราไม่เห็นตัวคนร้าย แต่เราก้อไม่ได้กะจะอะไรมากมายกันอยู่แล้ว แต่มันคงเคืองที่ถูกเราไปกระตุ้นให้มันต้องทำงาน
เรามีสถานีตำรวจไว้ทำไม??
------------------------------------------------
เรื่องที่2: เพิ่งเลิกงานกะลังนั่งเม้าส์อยู่กะพี่ตา
เรา: หวัดดีค่ะ
someone: หวัดดีครับ ผม xxxx ครับ
เรา: (ใครวะ)
someone: จาก XXXX น่ะครับ
เรา: อ๋อ ค่ะ
someone: จากที่วันนั้นเราคุยกันน่ะครับ ผมขอเสนอ xxxxx แล้วเรื่องที่คุณถามก้อเป็นยังงี้ครับ บลาๆๆๆ
เรา: ค่ะ....... งั้นอีก 2 3 วันค่อยตอบนะคะ
ตอนที่ตอบประโยคสุดท้ายนี่ ในใจคิดถึงประโยคนึงจากเมื่อวานทันทีว่า...จะได้ตำแหน่งสูงขึ้น แต่เรื่องเงินก็ยังไม่พอใจ..... เหอๆ อะไรจะแม่นปานนี้เนี่ย หวังว่าเรื่องอื่นจะแม่นด้วยนะ เพี้ยงง
----------------------------------------
เรื่องที่ 3: พี่ตาเอาโทรสับเราไปกดเบอร์แล้วบอกว่า ลองโทรหาเบอร์นี้ให้หน่อย พี่อยากรู้ว่าเค้าจะรับมั๊ย
เสียงในโทรศัพท์: ...ดีแทคคคคค
หันไปบอกพี่ตา ของดีแทคอ่ะพี่
เสียงในโทรศัพท์: ตรู๊ดดดดด ตรู๊ดดดดด
เสียงในโทรศัพท์: ตรู๊ดดดดด ตรู๊ดดดดด
เสียงในโทรศัพท์: ฮัลโหล
เรา: (เฮ้ย ผู้หญิงว่ะ)
เรา: เอ่อ ขอสายนกค่ะ
เสียงในโทรศัพท์: ค่ะ พูดอยู่ค่ะ
เรา: (เอ้า ชิบหาย)
เรา: .....
เรา: .....
ไม่รุ้พูดไรต่อ ชิ่งวางไปก่อนดีก่า แล้วก้อบอกพี่ตา ว่าชื่อนกว่ะพี่ รู้จักป่ะ พี่ตาก้อหน้าเหวอๆ ไม่มีคนรู้จักชื่อนกอ่ะ เออ ก้อเอาเถอะ
ซักพักมีโทรสับมา
เรา: Hello
เสียงในโทรสับ: (เสียงผู้ชายก่อน แล้วก้อเป็นผู้หญิง)
เสียงในโทรสับ: ฮัลโหล
เสียงในโทรสับ: เมื่อกี้โทรมา มีไรรึเปล่าคะ
เรา: (อ่ะ ชิบหายอีกละ)
เรา: อ๋อ จะขอสายนกอ่ะค่ะ แต่เสียงเหมือนไม่ใช่เลยวางไปอ่ะค่ะ
เรา: คงเบอร์ผิดอ่ะค่ะ ขอโทดที
เสียงในโทรสับ: อือ คงงั้นแหละ เราชื่อนกเหมือนกันอ่ะค่ะ
เรา: อ๋อ ค่ะ
เสียงในโทรสับ: แล้วนี่อยู่ไหนอ่ะ
เรา: (ไรเนี่ย มีการชวนคุย) เอ่อ..ก้ออยู่ที่ทำงานอ่ะค่ะ
เสียงในโทรสับ: ค่ะ งั้นแค่นี้นะ
วางไปก้อหันไปเล่าให้พี่ตาฟัง พี่ตาก้องงว่าเออ ไม่รู้จักแล้วยังมีการชวนคุยด้วยเว้ย แต่เราว่า เค้าคงเด็กอยู่อ่ะ ฟังจากเสียงแล้วก็วิธีพูด แต่..... ทำไมตูเดาชื่อแม่นงี้เนี่ย ชื่อมีเป็นพันชื่อ ดันเอาชื่อนี้ น่าจะซื้อหวยมากตอนนั้น เหอๆ ^^
------------------------------------------
วันไหนมีไรแปลกๆ ก้อจะมีหลายเรื่องๆ ยังกะ summer sales ยังไงยังงั้น มีเรื่องอื่นอีก แต่ไม่เกี่ยวกะโทรสับ ไม่เล่าดีกว่าเนอะ เหอๆ
วันนี้มานั่งคิดๆเรื่อยเปื่อย หลังจากช่วงนี้เจอเรื่องอะไรไม่ค่อยดีค่อนข้างเยอะ ทั้งเรื่องตัวเองและเรื่องคนรอบๆข้างเรา บางทีเอาเวลามานั่งเซ็ง นั่งคิดเรื่องพวกนี้ มันเสียเวลาชีวิตไปเท่าไหร่นะ ชีวิตมันก้อเหมือนมี 2 มุม แอบคิดโง่ๆ (เรียกอีกอย่างว่าง่ายๆ) ว่าคนเราอายุประมาณเท่าไหร่นะ น่าจะซัก 65 รึเปล่า (น้อยไปมั๊ยเนี่ย) ตอนนี้อายุ 26 ก้อเหลืออีกตั้งเกือบ 40 ปีแน่ะ คิดเป็นเดือนก้อประมาณ 468 เดือน แต่เวลาถึงเพิ่งผ่านไปในชีวิตมันแค่ 312 เดือนเอง แล้วทำไมคนเราทำไมบางทีต้องยึดติดกับอะไรบางอย่าง ทั้งๆที่รู้ว่าไม่ดี ทำไมไม่มองว่าแล้วเราจะอยู่กับมันไปอีก 40 ปีได้หรอ เลือกที่จะตัดตอนนี้เพื่อที่จะมีชีวิตที่เหลืออย่างมีความสุขไม่ดีกว่าหรอ โชคดีที่เราทำได้ไปเรื่องนึง เมื่อสองปีที่แล้ว ต้องเข้มแข็ง ขจัดความอ่อนแอในใจออกไป ไม่ใช่ว่าไม่สงสารนะ แต่พอมามองว่าเราไม่อยากอยู่อย่างงี้ไปเรื่อยๆ มันก้อควรจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง โชคดีที่ทำได้และไม่ได้เสียอะไรไป ไม่ว่าตอนนี้จะเป็นยังไง แต่ก็ไม่เสียใจที่ทำเพราะคิดดีแล้วว่ายังไงก็ไม่ใช่อ่ะ อย่าเอาความเห็นแก่ตัวของเราไปทำร้ายคนอื่นเรื่อยๆอีกเลย
ต่อๆ เหมือนนอกเรื่อง แล้วถ้าความจิงเราไม่ได้เหลือเวลาเยอะมากมายล่ะ? ใครจะรู้จริงๆว่าเราจะอยู่กันได้อีกนานแค่ไหน เพราะฉะนั้น แทนที่จะเอาเวลามานั่งคิด เอาเวลามานั่งทำอะไรที่เราอยากทำให้มันเป็นจริงไม่ดีกว่าหรอ เช่น อยากไปไหนก็ไปซะ อยากอยู่กะใคร อยากทำอะไรให้เค้า ก้อทำซะ อยากทำอะไรเพื่อตัวเองก้อทำ เพื่อที่ชีวิตของเราจะได้ไม่ต้องเจอกับคำว่า "รู้อย่างงี้น่าจะทำนู่นนี่ซะตั้งนานแล้ว" หรือคำว่า "สายไปแล้ว"
สรุปก้อคือ ชีวิตคนเราจะว่ายาวก้อยาว จะว่าสั้นก้อสั้น เพราะฉะนั้น ใช้ทุกๆวันที่ยังมีอยู่ให้มีค่า อย่าปล่อยเวลาให้เสียไป คนเราเกิดมาอาจจะไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่เวลาที่เราจะได้ทำอะไรให้กันมันอาจจะมีแค่เวลานี้ก็ได้ อยากทำอะไรทำเลย อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เพราะไม่มีใครตอบได้ว่าเราจะตื่นมาเจอพรุ่งนี้อีกซักกี่วัน
จัดการเสร็จซะทีเรื่องไปเที่ยวเนี่ย
โลเลมากก้อตัดทิ้ง
ไอ้ที่จะไปก้อดูแลตัวเอง ชีวิตใครชีวิตมัน
โตๆกันแล้วหวังว่าจะดูแลชีวิตตัวเองได้
ไหนๆก็จะไม่แคร์คนอื่นอยู่แล้วหนิ
(แล้วอย่ามาพึ่งฉันตอนหลังก้อแล้วกัน)
เก่งให้ได้ตลอดละกัน.....
------------------------------------
บ่นพอแระ ไปเดินเล่นดีกว่า
ไปกะน้องอุ้ม ถามไปมั๊ยบอกไป เออชวนง่ายดี ชอบๆ
เดินไปคุยกันไป ก้อดี นานๆเจอคนคุยด้วยแล้วรู้สึกดี
แล้วก้อได้เสียตัง
พอใจแระ กลับบ้านได้
หุหุ
วันไหนอยากรีบกลับบ้าน มักจะมีอารายๆไม่เป็นใจอยู่เสมอ ว่ามะ วันนี้มีนัดกะคุงหมอต้องพาซูโม่ไปฉีดยา ไอ้เราก้อดันมีประชุมยันเกือบหกโมง เสร็จก้อต้องเดินไป CP เอาน้องตูนไปคืนอีก ออกมาดูนาฬิกา ก้อเอาวะ ยังถือว่าเร็วกว่าทุกวัน ปรากฎว่า..... ผ่านมาชั่วโมงนึง ฉันยังอยู่ในสาทรอยู่เลยวุ้ย โทรหาเพื่อน คุยฆ่าเวลาไปก้อช่วยให้รู้สึกว่าไม่ได้ขับรถนานมากดีเหมือนกัน ในที่สุดก้อถึงร้านหมอจนได้
น้ำหนักปัจจุบัน 1.8 Kg. (ขึ้นมาจากเดิมขีดนึง).... คราวนั้นจำผิดว่า 1.3 Kg วันนี้ไปแอบดูที่หมอจด เอ้า มัน 1.7 Kg นี่หว่า แป่วว
วันนี้ซูโม่โดนจิ้มไป 2 เข็มรวด ที่หลังทีนึง ที่ก้นทีนึง ไม่ร้องเลยซักแอะ ไม่รุ้ว่าไม่เจ็บหรือว่ากลัวหมอจัดกันแน่ -__-" แต่ที่รู้ๆแม่มันอาจจะได้ร้องแทน เพราะอีก 2 อาทิตย์ก้อต้องมาฉีดอีกแล้วอ้ะ แงๆ ไม่มีตังกินข้าวแย้วนะ
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
0 Comment Published 10:20 pm in Book , Expirence , Perception By --jinxx--
****เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่เปิดรับฟังทุกความคิดเห็นค่ะ****
วันก่อนไปกินข้าวกะปุยและเพื่อนๆอีกจำนวนนึง เฮฮาๆ คุยไปคุยมา ก้อมาคุยเรื่องประมาณจิตวิทยา แล้วก้อไปเรื่องของจิตวิญญาณ การกลับชาติมาเกิด อะไรพวกนี้ ความเห็นก้อแตกเป็นหลายทาง มีทั้งคนเชื่อและไม่เชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด เราเป็นคนนึงที่เชื่อเรื่องกรรม และการกลับมาก้อเลยพูดถึงหนังสือที่เราชอบเล่มนึง ซึ่งก้อเคยเขียนถึงไปแล้วด้วยชื่อ Only love is real, เราจะข้ามเวลามาพบกัน เป็นหนังสือที่ดีนะอ่านครั้งแรกคือเมื่อตอนปี 1 ตอนนี้เพิ่งได้มาเป็นเจ้าของ น่าแปลกที่ในโต๊ะนั้นมีน้อยคนที่เคยอ่าน ทั้งๆที่ตอนเราปี 1 เราเข้าใจว่ามีเพื่อนเราอ่านกันหลายคนทั้งผู้หญิงผู้ชาย เราก้อเลยบอกปุยว่าจะเอามาให้ยืมก้อละกัน
สองวันถัดมา มีคนส่งลิ้งค์นึงมาให้เรา หัวข้อก้อประมาณถามเรื่องกรุงแตกครั้งที่ 2 เรายังถามว่าให้อ่านอะไรเนี่ย มันอ่านยากๆ เขียนกันเป็นพรืดๆเต็มไปหมด คนนั้นก้อบอกว่าลองอ่านดู สนุกดี อ่านๆไปปรากฎว่ามีคนที่ระลึกชาติได้จากการภาวนา และญาณต่างๆ มาคุยถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองอยู่ในช่วงที่เสียกรุง (จบยังไงยังไม่รู้เหมือนกัน เพราะว่าตอบกันเยอะมากกก ยังอ่านได้แค่ประมาณ 10% เอง)
เราเป็นคนที่เชื่อคำที่ว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ น่าแปลกที่มีคนมาพูดเรื่องนี้ในเวลาไล่ๆกัน เป็นการกระตุ้นความอยากให้เรากลับไปอ่านหนังสือที่ว่าอีกครั้ง
ในหนังสือพูดถึงว่า "ไม่มีการบังเอิญในเรื่องของความรัก" เนื้อหาคือจิตแพทย์ที่ทำการสะกดจิตเพื่อรักษาคนไข้ เขียนเรื่องราวที่เจอมาในการรักษาและนำไปสู่การเจอกันของ Soul ของคนไข้สองคนที่เหมือนจะตามหากันมานานแต่ยังไม่เจอกันซักที สองเรื่องต่างกันตรงที่ศาสนาและวิธีการ เรื่องนึงใช้การสะกดจิตเพื่อย้อนกลับไป อีกเรื่องนึงใช้การเจริญภาวนาแบบชาวพุทธ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับคล้ายกันคือระลึกได้ว่าเราเคยเป็นอะไรมา เพื่อที่จะเรียนรู้บางอย่างจากชาติเดิม เช่นการให้อภัยต่อกัน และเราเกิดมาเพื่ออะไร ชอบในหนังสือตรงที่ว่า
"เจ้าเองก็มีส่วนสัมพันธ์กับตัวเองเท่าๆกับผู้อื่นเช่นกัน ทั้งเจ้าเองก็ได้อาศัยอยู่ในร่างมาแล้วหลายร่าง ในหลายช่วงเวลา ดังนั้น จงถามตัวตนปัจจุบันของเจ้าเถิดว่าเหตุใดจึงน่ากลัวนัก เหตุใดหรือเจ้าถึงกลัวการเสี่ยงที่สมเหตุสมผลด้วย? เจ้ากลับกระทบชื่อเสียงของเจ้าหรือ? กลัวว่าคนอื่นจะมองเจ้าอย่างไรหรือ? ความกลัวบรรดานี้มาจากวัยเด็กหรือก่อนหน้านั้นนั่นเอง"
"ลองถามคำถามเหล่านี้กับตัวเองดู: มีอะไรจะเสียหรือ? ที่เลวร้ายที่สุดคืออะไร? เรามีความสุขหรือที่จะมีชีวิตอยู่ในแบบนี้ไปจนชั่วชีวิต? ถึงอย่างไรคนเราก็ต้องตายอยู่แล้วสักวัน มันยังถือว่าเสี่ยงมากอีกหรือเล่า?"
"ในการเติบโตของเจ้า อย่ากลัวในการปลุกโทสะของคนอื่น โทสะคือการประกาศความไม่มั่นคงทางใจของพวกเขา แต่การกลัวโทสะเยี่ยงนั้นจะรั้งเจ้าไว้"
แปลว่าอะไร? คล้ายจะบอกว่าคนเรามักจะยึดติดกับบางอย่าง ไม่กล้าที่จะเสี่ยงเพราะความกลัว รู้ทั้งรู้ว่าที่เป็นอยู่มันไม่ดี แต่ก็ไม่กล้าที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไปเพราะกลัวนั่นกลัวนี่ ถ้าเป็นยังงั้นก็อยู่ไปยังงี้แหละ รับสภาพกันไป ความกลัวทำให้เราไม่เดินหน้า ถ้าเรามีสามารถสลัดความกลัวนั้นไปได้แล้วลองทำอะไรที่ใจคิด สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่าที่เรากลัวก็ได้
ยังมีอีกหลายประโยคในหนังสือที่อยากให้ลองอ่านดู ถึงจะแปลมาจากหนังสือต่างประเทศแต่ความคิดที่แสดงออกมาในหนังสือค่อนข้างสัจธรรม อ่านแล้วก้อจะแบบว่า อืมมม จริงด้วย อะไรแบบนี้
มองย้อนๆกลับไปจะรู้สึกว่าเกือบทุกสิ่งที่อย่างมีความเกี่ยวพันกันหรือเป็นการแสดง Sign อะไรบางอย่างให้เรา เพียงแต่ว่าเราจะสังเกตุเห็นรึเปล่า สำหรับตัวเองคิดว่าเริ่มเห็นอะไรบางอย่างแล้ว แต่ขอศึกษาจนกว่าจะเข้าใจจริงๆก่อนถึงจะเล่าให้ฟังได้นะ
ไหนๆเกิดมาทั้งที อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ อยากให้หลุดพ้นกันทุกคน จึงบอกต่อ หุหุ
ได้ของที่ฝากซื้อมาหลายวันละ เพิ่งมีอารมณ์เขียนถึง ก่อนขึ้นเครื่องพี่ท่านมีการโทรมาบอกว่าไม่ได้เอา list ที่เราฝากซื้อของไปด้วยนะ เพราะงั้นคงไม่ได้ซื้ออารายกลับไปให้ -_-" เอาเถอะก้อไม่ได้คาดหวังอารายมากมายอยู่แล้ว แต่หลังจากนั้นอีกวันมาคุยกะพี่อีกคนก้อเล่าให้เค้าฟังว่ามันโทรมาบอกว่ายังงี้ พี่เค้าบอกว่าไม่จิ๊งงงง มันยังเอา list ที่น้องปุ๊กฝากมันมาโชว์พี่อยู่เลยวันก่อน (อ้าว ไอ้เลว หลอกน้อง) เอาเป็นว่าเราได้อะรายบ้าง มาดูดีกว่า



DHC

Softymo ครีมอาบน้ำ 420 ml
เปรียบเทียบราคาถ้าซื้อที่นี่กะที่นู่น
เมืองไทย ญี่ปุ่น
- Mask SANA 170*4 = 680 บาท 890 Y(~258.1Baht)
- Mentholatum Medicated Stick ไม่มี 158 Y(~45.82Baht)
- ร่ม Water front 200*2 = 400 บาท 500+525 = 1025 Y(~297.25Baht)
- DHC 440 บาท 840 Y(~243.6Baht)
- Softymo ครีมอาบน้ำ 420 ml 250 บาท 298 Y(~86.42Baht)
- Total 1,770 บาท up 3,211 Y = 931.19 บาท
ถูกกว่าตั้งเยอะแน่ะ เนอะ แต่ของบางอย่างก็ราคาใกล้กัน (ถ้าหาได้) เช่นร่ม water front แต่ที่ได้มามี 2 แบบ คือลายจุดกับ ที่เป็นรูปหัวสัตว์ต่างๆ เราเอาน้องหมามาละ เมืองไทยเอามาขายส่วนใหญ่จะเป็นลายจุดลายทางซะมากกว่า
ขอบคุณเจ้าพี่นพมาก ที่อุตส่าห์หาซื้อกลับมาให้ ถึงจะไม่ได้ทั้งหมดที่ฝากไป แต่ได้แค่นี้ก้อดีใจแล้ว (มันต้องมีคนช่วยช้อปชัวร์ ผู้ชายที่ไหนจะซื้อได้อย่างงี้) เค้าซื้อมาให้ยังจะไปแขวะเค้าอีก เง้อออออ
