วันนี้ให้รางวัลกะตัวเองโดยการไปนวดหน้าที่ Laneige จองไว้ทุ่มนึง BA ที่นี่พูดจาดีมั่กๆ ตั้งแต่ตอนรับสายแล้ว ตอนนวดหน้าก้อจะอธิบายว่าตอนนี้ใช้ผลิตภัณฑ์ตัวไหน ทำอะไรอยู่ ทำแล้วจะดียังไง อือออ ก้อดีนะ เราจะได้รุ้ว่าตัวไหนดียังไงนวดเสร็จก้อแต่งหน้าให้ด้วย เอาใจใส่ดีอ่ะ ประทับใจมั่กๆ สุดท้ายก้อเสียกะตังซื้อของมาอีกจนได้ เพราะเห็นแก่ว่ามันลด 10 - 40% อยู่ ซึ่งก้อคือ
WATER BANK CREAMงานนี้พี่นพชวนมา สงกะสัยจะปลอบใจกะเรื่องเมื่อวาน งานนี้เป็นของคลื่นกรีนเวฟ 106.5 (ดีนะช่วงนี้ คลื่นวิทยุชอบจัดอารายดีๆ) เป็นโบล์ลิ่งการกุศลพร้อมกะดูหนังฟรี ทุกอย่างฟรีว่างั้น โดยจะเอาคะแนนโบล์ลิ่งที่ได้ คุณสอง ไปบริจาคให้เด็กพร้อมผ้าห่มบนดอย เดินมาลงทะเบียนหน้างานก้อให้จับฉลาก เย้ๆ ข้าเจ้าได้ที่วางมือถือ ซึ่งถือเป็นของแจกที่ดูดีสุดแล้ว -_-" ก้อน่ารักดีน่ะ เข้าไปคนต่อเลนเยอะโคตรๆ แค่เลนตัวเองก้อปาเข้าไปสิบกว่าคนแล้ว เลยขอเล่นรอบสองละกัน ระหว่างนั้นก้อทำตัวเหมือนบ้าดารา ขอถ่ายรูปกะคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย อยากอวดรูปนะแต่ตากล้องมันยังไม่กลับบ้านเลยว่ะ ไว้เด๋วมาโชว์ทีหลัง ได้ตุ๊กตากลับบ้านมาอีก 1 ตัว เสียดายที่ไม่ได้ดูหนังเพราะเฮียมันจะรีบไปงานแต่ง จะให้ตูดูหนังคนเดียวก้อไม่ใช่แก๊ปอย่างแรง กลับบ้านก้อได้ ชิ วันนี้สนุกดี เฮฮา ที่สำคัญฟรีด้วย แถมได้ของกลับบ้านอีก คุ้มแระ หุหุ ^ ^ น่าจะมีบ่อยๆเนอะ
ไปนี่มางาน 103.5 FMONE Gift Fair2 เกือบอดไปแร้วว เพราะคุณจูเกิดจะไม่ว่าง ดีนะว่าคุณน้องอุ้มไปด้วยได้ (เด๋วนี้คุณน้องอุ้มจะซวยบ่อย โดนข้าเจ้าลากไปนู่นไปนี่) จัดที่โรบินสัน รัชดา มันคือที่ใดหว่า ไม่เคยไปซะด้วย.... มั่วไปถึงจนได้ เก่งจังเลยเรา เอิ๊กๆ
CMG sales and Thailand Best Buy
0 Comment Published 6:01 pm in Review Make up/ Skin Care , Shopping By --jinxx--
เมื่อวันก่อน (วันพุธล่ะมั๊ง) ไปเดินงาน CMG ที่ศูนย์สิริกิติ์มา ไม่ได้ตั้งใจจะไปซื้ออะรายมากมายนะ กะว่าไปดูว่ามีอะไรน่าสนใจมั่ง ไปดู Esprit (EDC) ก่อน ก้อลดพอๆกะที่ Outlet village เลย แอบดีใจที่ตัวที่เราซื้อที่นู่นมา ไม่มีขายที่นี่ หุหุ แล้วก้อไปเดินอีก Hall นึง โดนพนักงานขายของ Laneige คว้าตัวไว้ ให้ลองใช้ตัวนึง ซึ่งก้อรุ้สึกว่าดีนะ คือมันจะช่วยเติมน้ำให้ผิวซึ่งเหมาะกะคนผิวแห้งมั่กๆอย่างเรา แต่ยัง..อดใจไว้ก่อน ขอเดินไปดู H2O ก่อนดีก่า เพราะขึ้นชื่อเรื่องแบบนี้เหมือนกัน แต่ปรากฏว่า มันมีแต่ body care เลยต้องย้อนกลับมาที่ซุ้มเดิม ระหว่างทางนั้น เกิดค่าเสียหายขึ้น....ดันซื้อเสื้อไปตัวนึง ถามว่าลดเยอะมั๊ย ก้อเยอะอยู่ แต่ถามว่าจำเป็นต้องซื้อมั๊ย ก้อไม่อ่ะ แต่ดันซื้อ เฮ้ออ
เท่านั้นยังไม่พอ ก่อนที่อีกก้าวเดียว ข้าพเจ้าจะเลี้ยวเข้าซุ้ม Laneige ได้ โดนเหล่าเจ๊กระเทยแห่ง Red Earth ดักซะก่อน บอกว่าอยากให้ลองผลิตภัณฑ์ตัวนึง ซึ่งมันก้อคือ...


Hollywood Shine Premium Lipgloss: สี Sugar Plum
ตกลงว่าโดนไปอีก 1,160+440 = 1,600 บาท
ความซวยมาถึงคุณน้องที่ไปด้วยกัน เพราะอีคุณน้องเห็นคุณพี่แล้วเลยติดใจขอลองมั่ง ก้อเลยซื้อ Secret Potion เหมือนกัน แต่คนละสี เจ๊เทยก้อบอกว่าโหอีกนิดเดียวก้อจะเป็นสมาชิกได้แล้วนะคร๊า บลา บลาๆ ซึ่งมันก้อนิดเดียวจิงๆแหละ คุณน้องก้อเลยซื้ออายแชว์โดวเพิ่มอีกอันนึง รวมๆแล้ว เราก้อได้บัตรแต่งหน้าฟรี 10 ครั้ง กะแปรงแต่งหน้าอันนึงอ่ะมั๊ง ก้อยกแปรงให้คุณน้องไปละกัน ส่วนบัตรแต่งหน้าไว้มาแบ่งๆกันใช้
กลับมาที่ซุ้ม Laneige ข้าพเจ้าก้อเดินไปสะกิดๆ เจ๊คนที่มาโม้ให้ฟังตอนครั้งแรก ว่าจาเอาแระเนี่ย เอามาจิ๊ ซึ่งมันคือ ...

WATER SLEEPING PACK PLUS
ความจิงมันเป็นชุดนะ แต่หารูปบ่เจอ เป็นตัวที่ไว้ทาตัวสุดท้ายก่อนนอน เค้าบอกว่าเป็น mask อ่ะนะแต่คิดว่าไม่ใช่ ตื่นเช้ามาค่อยล้างออก แล้วหน้าจะนิ่มๆๆๆๆๆ กะชุ่มชื่น ประมาณนั้น ในชุดก้อจะมีแถมอีกสองตัวคือ
WATER BANK ESSENCE
เป็น Essence ที่ช่วยให้ผิวกักเก็บน้ำได้มากขึ้นใช้เป็น Daily ไปเรย ที่แถมมาเป็นขนาด 5 ml. โดนยุแยง ให้ซื้อตัวเต็มมาด้วย คือ 50 ml. ซื้อก้อซื้อ
ส่วนที่แถมมาอีกตัวเป็น
PURE FACE CLEANSING MILK
คือ Cleansing Milk 30 ml. ไม่เคยใช้อ่ะ ใช้มะเป็น เคยใช้แต่เจลกะออย ไว้ว่างๆจะลองดูละกัน
ยังไม่หมดๆ เจ๊คนขายแกช่างยุอีกแระบอกว่าตัวนี้เป็นตัว Top ของแบรนด์เลยนะเนี่ยซึ่งมันก้อคือ
CLEAR-C EFFECTOR
เป็นประมาณตัว booster ซึ่งจะช่วยให้เราแต่งหน้าติดทนขึ้น และเป็นวิตามินซีช่วยบำรุงผิวและช่วยให้ผิวดูสดชื่นอะไรประมาณนี้
ทั้งหลายทั้งแหล่นี้ เจ๊ BA บอกว่าถ้าใช้แล้ว 2 อาทิตย์ไม่ดีขึ้นมาลุยกะเจ๊ได้เลย ได้เด๋วเจอกันเจ๊ แต่สิริรวมแล้วค่าเสียหายที่บู๊ทนี้คือ 950+1,240+1,080 = 3,270 บาท
เนื่องจากทำยอดถึงเป้า ก้อเลยได้บัตรสมาชิกลด 10% 2 ปี พร้อมแต่งหน้าฟรี 10 ครั้ง และบัตรนวดหน้าฟรีอีก 4 ครั้ง ขอเพิ่มน้องอุ้มอีกใบเป็น 5 ครั้ง แล้วก้อชุด traveller set อีก 1 ชุด อืมมม ก้อโอนะ
ใช้แล้วเป็นไงน่ะหรอ เหอเหอ ไว้บอกตอนโพสหน้าดีกว่านะ ^ ^
วันสุดท้ายวันแห่งการ Shopping จริงๆ มีอย่างที่ไหนแวะมัน 2 Outlet เลย อันแรกก้อแน่นอน Outlet Village ใหญ่โตอลังการมากมาย แยกย้ายกันเดินแยกย้ายกันช้อป คุณขวัญยุคลไม่ช้อปอย่างเดียวเดินถ่ายรูปวัวไปเรื่อย ก้อลายมันเท่อ่ะ ชอบ เดินไปเจอตัวนึงเห็นแล้วต้องทำเพื่อพี่เร...
เดินตั้งนาน ได้เสื้อมาตัวนึง ดีแล้วล่ะ ไม่เสียตังมาก
Outlet อีกที่คือของ Fly now ที่เมืองกานก้อมีไม่ยักเคยแวะมาแวะซะที่นี่ได้ ตอนแรกว่าจะซื้อ แต่คิดไปคิดมาไม่เอาดีกว่า โชคดีที่ไม่เสียตัง แต่โชคร้ายที่ทำตุ้มหูหายไปข้าง เซ็งจิต ดีนะว่ามันถูกน่ะเด๋วกลับไปหาซื้อใหม่ก้อด้ะ แต่พี่ผึ้งนี่สิซื้อที่นอนไป 3 อัน อารายจะขนาดนั้นเนี่ย
ตอนแรกว่าจะไปงานญี่ปุ่นที่ลพบุรี แต่ให้น้องอุ้มโทรไปถามคนท้องถิ่นมาก่อน ได้ความว่าอย่าไปเลย ไม่มีอารายทั้งนั้นทั้งสิ้น ข้าพเจ้าเลยเปลี่ยนแผนพาทุกท่านมาทุ่งทานตะวันสระบุรีอ่ะแหละ สวยเหมือนกัน ดูจากรูปได้
กลัวจะได้กลับเร็ว ไปต่อกันที่อุโมงค์ต้นไม้ ชีวิตนี้ผ่านที่นี่มาประมาณสามสี่ครั้ง ได้ลงมาถ่ายก้อครั้งนี้แหละ โฮะๆ เล่นมันทั้งริมถนน กลางถนน ช่างกล้านัก
แล้วก้อกลับกทม. มาเผชิญความจริงที่โหดร้ายกันต่อไป เฮ้อ จบเศร้าจังเนอะ
ปล. มาคราวนี้ไม่พูดถึงชิชาไม่ได้ เด็กอะไรน่ารักจิง (เวลาที่ไม่งอแงนะ)รูปเต็มๆดูได้ที่ multiply ว่าจะแยกเป็นรายวัน เสร็จแล้วจะมาอัพเดตนะจ๊ะ
ต่อๆๆ กว่าวันนี้จาตื่นก้อเกือบเที่ยงแระ ไปทานข้าวที่เหลืออยุ่หน่อยของโรงแรมแล้วเล็งเห็นว่า ตูต้องหิวตายก่อนเที่ยวแน่เลย เลยมีการแวะกินข้าวกันก่อน ป้าเจ้าของโรงแรมแนะนำร้านมาบอกว่าส้มตำหร่อยมาก ไก่ย่างก้ออาหย่อย เรากินก้อว่าโอนะ แต่คนอื่นว่าเผ็ดจนขม แต่พวกพี่เก่งตามมาก้อบอกว่าอร่อย เด็กน้อยทั้งหลายจึงคิดได้ว่าตัวเอง Level ไม่ถึงเอง ฮ่าๆ
ไปเดินเล่นที่ Greenery Resort ไม่เคยมาเลย ไอ้ลูกกลมๆที่เราต้องเข้าไปอยู่ข้างในแล้วกลิ้งลงมาน่าเล่นมั่กๆ แต่เห็นราคาแล้วปวดใจ ไม่สู้ๆ 590 บาทต่อการกลิ้งหลุนๆลงมา 1 ครั้ง แม่เจ้า ถึงมันจะเข้าได้พร้อมกันสองคนก้อเหอะ ไม่ไหวอยู่ดีนะ
หลังจากเดินวนไปวนมาๆ ตัดสินใจแระว่าเราจะไปขับรถ ATV กัน 150 บาทต่อรอบ ถ้าเอา 2 รอบ เหลือ 270 บาท ระยะทางประมาณ 800 เมตร วู้ๆ ตื่นเต้นๆ แรกๆก้อสองจิตสองใจเพราะชุดข้าพเจ้าวันนี้ไม่เหมาะกะการเล่นอารายแผลงๆแม้แต่น้อย แต่เอาวะสู้ตายๆ เวลาขับจะเป็นแถวเรียงหนึ่ง จากความรุ้สึกตัวเองคิดว่า ตูไปขับเจ๊ทเหมือนเดิมจะรุ่งกว่า เพราะรู้สึกเกร็งๆอ่ะอันนี้ กลัวตกแล้วเจ็บตัวล่ะมั๊ง แต่ถามว่าสนุกมั๊ยก้อสนุกนะ โอเคเลยล่ะ แค่เราชอบเล่นแบบเย็นๆมากกว่าน่ะ
แล้วเราก้อออกมาเพื่อขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จะไปน้ำตกเหวสุวัตกันค่ะ บรรยากาศระหว่างทางสวยมากกก เสียดายที่เราต้องรีบขึ้นไปก่อนน้ำตกจะปิดเลยไม่ได้แวะถ่ายรูปมา ผ่านที่กางเต๊นท์ คนก้อเยอะมากกกกกก มันจาเที่ยวไรกันนักหนาเนี่ย กางเต๊นท์ติดกัน ตื่นมาหน้าชนกันพอดี อยุ่บ้านดีก่าม้างง (แล้วไปยุ่งอารายกะเค้านะเรา) ไปถึงน้ำตก อากาศดี๊ดีไม่ร้อนแล้ว แถมคนไม่เยอะด้วย ลุยกันเร้ยย
ต้องรีบลงเขาอีกเหมือนกันเพราะตอนขึ้นมาเห็นแล้วว่าไม่มีไฟข้างทาง ลงตอนมืดอาจจะอันตรายได้ ไปกินข้าวเย็นที่ร้านตาทำ ที่คราวที่แล้วมากินตอนกลางวัน อาหารช้าโคตรๆๆ สั่งยำแก้เซ็งมากิน ก้อยังเซ็งอยู่ดี ไม่ช่วยอารายเล้ย กินเสร็จก้อไปเดินตลาด หาหนมหม่ำๆ กลับโรงแรมใครจาชิลกินเบียร์ต่อก้อเอาเถอะ ข้าพเจ้าไม่ไหวแล้วนอนดีกว่า คร่อกก
เตี๋ยวเป็ด หย่อยย สุดยอดดดมีโทรสับมาแจ้งข่าวว่าทางขึ้นโบนันซ่ารถติดมากกก แล้วก้อจิงๆซะด้วย เป็นชั่วโมงอ่ะกว่าจะถึงข้างบน จามืดอยู่แล้ว -___-! คนเยอะมาก ประมาณ 28 ล้านได้ (อันนี้ก้อเวอร์ไป) แถมพี่เก่งบอกว่ามะมีที่นั่งข้างหน้าแร้ว เราเลยไปนั่งหลังต้นมะขามกัน ยังโอเคที่ยังมีที่ที่มองไปเวทีได้ ยังชิลได้อยู่ แต่ห้องน้ำนี่ แรกๆยังไหวนะแต่หลังๆนี่เน่ามากอ่ะ โดนด่ากระจายเรื่องห้องน้ำ เห็นว่าบางคนต้องขึ้นเขาไปฉี่?? อารายจะปานนั้น
รวมๆแล้วคอนเสิร์ตปีที่แล้วดีกว่านะ ทั้งเรื่องปริมาณคน (ปีที่แล้ว 7 พัน ปีนี้ปาเข้าไป 2 หมื่น!!!) การจัดการเรื่องที่จอดรถ ห้องน้ำ อาหาร ดีนะว่าเราเอาของกินไปเอง เห็นเค้าว่าคูปองซื้ออาหารไม่สามารถคืนได้ด้วยสุดตรีนมั่กๆ เรื่องคิวที่ขึ้นโชว์ ปีนี้คิดไงเนี่ยเอาของดีดีมาเล่นตั้งแต่ยังไม่ดึก แล้วหลังๆจะดูอารายละคับท่าน
อยู่ถึงตี 5 เล็งดูแล้วว่าคงไม่มีใครจะพูดว่าจากลับทั้งที่คงอยากกลับกัน ถามแล้วก้อจะเป็นประเภทอารายก้อได้ ตูพูดเองก้อได้ฟระ กลับกันเต๊อะ เพราะความจิงโชว์ทุกอย่างที่เค้าเซทไว้มันหมดแร้ว แต่พี่บอยด์บอกว่าจะเล่นจนทุกเช้า เลยจะเล่นตามคำขอคนดู เหมือนฟังวิทยุแล้วขอเพลงเลยวุ้ย แต่เราว่าไปเถอะ ดูสภาพแต่ละคนแล้ว ท่าจาไม่รอด ถึงรีสอร์ต 6 โมงเช้า กว่าจาได้นอนสว่างพอดี เหนื่อยๆ
ในหนังบอกว่า การที่รักมากๆอาจจะทำให้ใครซักคนเจ็บได้ มันก้อเป็นยังงี้นี่เอง.....
Just thought so many things, and try to understand everything. I feel that there is so many perceptions mixed up in my head. What I'm trying to do is rearranging them..... pity dat still unsucessful : (
BTW, have u ever fall with someone you dunno? I hv, recently :P I found his blog accidentally and feel dat I like da way he think. The more I read, the more my sense tell me I might know him. Of course, it's impossible. I dun wanna know him personally, I think dat da gap between us make me happier. Why not? Coz I realise dat if we know each other, my feeling will be changed. (His text tell me dat he also has many things I dun like.) Sometimes sitting in da imgination world is bettter than facing the real one, isn't it?
The world is so big, u know what I feel is I'm so small.........very small in the big big world. I went through my friends' blogs and they have different lifestyle. Anyway, I've learnt from them a lot. One of my friends, he was my housemate after I finished my course in UK and he is totally different from me. How stranged that he is always my problem-solver. One sentence he wrtoe in his blog is he has to make sure dat he've got sth special in his single day. How wonderful thinking!! and it seems that he can do it. Shame on me!! Another one is a girl who has broke up with her 9-years ex-bf for 9 months. This girl always makes merit, and most of time, she devoted to him. I and she also understand dat how useless if we refuse da truth about love, but I still couldn't be a generous person like her (Should I learn dat?) :P
About job, still hv some of things I can learn from di others here. Thx for P'Lum to teach me about financial, thx for P'Jeep to always be my idol..anyway, I should move on to find somewhere I could learn more rite now...I still hv no idea yet....
As I said above, I hv a lot of things in my head. Trying to rearrange them is not easy coz I know dat I can't do all by myself. It gonna be good if everthing is clear in da way it should be..I can't make it by myself, Could u help me dat? Everyone knows no one like a liar, just Sincere me and u will get da same. Badly, I'm also worried about my health. Someone told me dat I gonna blind (since I usually dun see the good thing coming to me!!)...but now I gonna tell you about da real blind. I can feel that my eyes deteriorate after my cornea has infected. Whether I think too much or not, I wanna manage my time valuable as much as possible. So, please dun make my time worthless becoz of your fragility, dat's all I want. Could you guys do dat for me please??
So serious hor? Sorry about dat..it's like this when your head is so confused. I hope I gonna make it up soon : )


เริ่มแล้วๆ หลังจากที่เมื่อวาน fail ไปมื้อนึง นับวันนี้ละกัน ตอนเช้าไปใส่บาตร นึกว่าจะต้องรอนานซะแล้ว ปรากฎว่าพระท่านมาไล่ๆกันเลย พอเสร็จรูปนึง รูปต่อไปก้อเดินมาพอดี แถมพระรูปสุดท้ายให้พระเครื่องมาด้วย พอพลิกดูก้อเป็นพระประจำวันเกิดเราพอดี ไม่น่าเชื่อ อะไรจะบังเอิญได้ขนาดนี้ เป็น Good sign นะเนี่ย นอกจากใส่บาตรกับเริ่มกินเจแล้ว วันนี้ทำไรบ้าง
- เช้า ประชุมกับพี่เจ โดนตีกลับมาเสียเซลฟ์ไปนิดหน่อย แต่เข้าใจว่าเค้าหวังดีกับเรา
- บ่าย ประชุมกับแบงค์ (เค้าจ้างฉันมาประชุมอย่างเดียวหรอวะ) ก้อ soso ต้องรอดู final feedback กันต่อไป
- พยายามคืนดีกะคนคนนึง แต่เหมือนจะยังไม่สำเร็จ (อุตส่าห์ตัดใจช่างมัน ไม่ผิดก้อยอมไปพูดด้วยก่อนก้อได้ฟระ แต่ก้อยังไม่สามารถทนความกวนตรีนนนของตาคนนั้นได้อยู่ดี)
- เย็น ไปคุยกะบริษัทนึงมา ไม่รู้มาก่อนว่าจะเป็นฝรั่งแต่ก็โอน่ะ ชอบพวกนี้ตรงที่ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน
- อยากจะจ่ายหนี้สินให้หมด แต่สถานที่ไม่เป็นใจซะงั้น (หมดเวลาทำการที่นึงกะอยู่ดีดีก้อปิดซะงั้นอีกที่นึง)
- อาร์มเอาซีรีย์มาให้ มีไรดูแล้ว เย้ๆ
- กินเจ ก้อต้องกินต่อไป ต้องทำได้ๆๆๆ
Refer to my friend's journal in his Hi5, Khun Toon,
"2 days in paris : Oct 10, 2007 10:27 PM
....เห็นชื่อเรื่องแล้วอย่่าพึ่งเข้าใจว่าผมแอบทำตัวไฮโซไปเที่ยวกรุงปารีส มานะครับ เพียงแต่ 2days in parisมันคือชื่อภาพยนตร์ที่ได้ไปชมมา..... 2days in paris ว่าด้วยเรื่องของคู่รักที่เป็นแฟนกันมานานพอสมควร ฝ่ายชายเป็นนักออกแบบภายในชาวอเมริกัน ส่วนฝายหญิงเป็นช่างภาพสาวชาวฝรั่งเศส....เนื้อเรื่องว่าทั้งสองคนเดินทางกลับจากการเที่ยวเวนิซ ประเทศอิตาลีไปที่ปารีสฝรั่งเศสบ้านของฝ่ายหญิงที่ฝากแมวสุดที่รักไว้กับพ่อแม่ โดยทั้งคู่วางแผนว่าจะอยู่พักที่ปารีส2วันก่อนที่จะกลับสหรัฐอเมริกา แต่สองวันสำหรับคู่รักคู่นี้กลับเป็นสองวันที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์มากมาย ทั้งจากตัวเอง จากคนรอบข้าง และจากสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดความกดดันต่อสัมพันธภาพของทั้งคู่อย่างรุนแรง จนถึงขั้นจะเลิกกัน....แต่สุดท้ายการเิปิดอกทำความเข้าใจซึ่งกันและกันก็ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจคืนดีและจบแบบ happy ending ....
ตัวภาพยนตร์ สำหรับความเป็นหนังค่อนข้างอาร์ทเล็กๆ ไม่ใช่ประเภทฟอร์มยักษ์บุกตลาด(มันถึงฉายที่ลิโด้ที่เดียว) แต่ก็เป็นหนังที่ดูสนุกมุกตลกสอดแทรกไว้ทั้งตลกเฮฮา ไปจนถึงตลกร้ายเสียดสีสังคม....แต่สิ่งที่นอกเหนือจากตัวภาพยนตร์คงจะเป็นข้อคิดที่ได้ สำหรับคนที่เป็นแฟนกัน...เชื่อมั๊ยครับเป็นแฟนกันนานกี่ปีมันไม่สำคัญเลยถ้าคุณไม่ได้ทำความรู้จักซึ่งกันและกันคำว่า"รู้จัก"มันไม่ใช่แค่เพียงชื่อและหน้าตา แต่มันคือทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นนิสัย ความชอบ หรือแม้แต่เหตุการณ์ในอดีตของแต่ละฝ่าย...เพราะถึงแม้คุณจะตกลงกันเป็นแฟนมานานกี่ปีก็ตามถ้าคุณไม่ได้เรียนรู้ทำความรู้จักซึ่งกันและกันสุดท้ายมันก็ไปไม่รอดหรอกครับ...ข้อคิดอันนี้ผมไม่ได้นั่งตกผลึกได้จากการดูหนังเสร็จ แต่มันสรุปมาให้แล้วในช่วงฉากจบที่ฝ่ายนางเองเป็นคนเล่าเรื่อง.....
สิ่งที่ผมตกผลึกได้หลังจากหนังจบมันเกี่ยวกับสังคมมากกว่า....ชาวตะวันตก หรือฝรั่งเริ่มที่จะถวิลหาความรักที่ละเอียดอ่อนและการเรียนรูซึ่งกันและกันมากขึ้้นในขณะที่สังคมบ้านเราจากที่เคยเป็นแบบเรียนรู้ซึ่งกันและกันใช้เวลาศึกษาแต่ละคู่นานหลายปีกว่าจะแต่งงาน กลายเป็นรู้จักหน้า ชื่อ กันเพียงไม่กี่วัน ไม่กี่ชั่วโมง ก็สามารถจบลงด้วยเซ็กส์ และแยกทางกันได้อย่างรวดเร็ว เรีัยกว่าความสัมพันธ์ ความรัก เปลี่ยนแปลงเร็วยิ่งกว่าเปลี่ยนชุดชั้นในสำหรับบางคนเสียอีก(แอบซกมก) ....ภูมิใจกันหรือไม่ครับ เราไล่ตามฝรั่งเขาไปอีกขั้นแล้ว"
Agree with da sentence I hilight, dun u? That's da truth dat we usually overlooked. It doesn't matter how long but the compatibility!!
วันนี้ตาบวมป่าวเนี่ย
ไหนยิ้มจิ๊
วันเกิดเหตุ: อังคารที่ 13 พ.ย. 07
(เอาแบบย่อๆนะ เต็มๆจำไม่ได้)
-------------------------------------
เรื่องที่ 1: ตอนบ่ายๆ กะลังประชุมกะพี่เจอยู่ จูลี่โทรมาแต่ว่าเราติดประชุม พอเสร็จแล้วเลยโทรกลับ
เรา: ว่าไง
จูลี่: ตำรวจโทรมา
จูลี่: ถามว่าฉันเป็นหลานอัยการเลยหรอ
เรา: ???
จูลี่: แล้วเค้าจะขอเบอร์ท่านอัยการ จะถามว่าจะให้เค้าทำอะไร
สรุปคือ เราก้องงว่า ทำไมต้องถาม ไม่รุ้หรอว่าหน้าที่ของตำรวจคืออะไร แต่ให้เบอร์ไปเลยก้อกระไร เลยโทรไปถามพ่อก่อน พ่อบอกให้ไปเลย เหอๆๆ
ซักพักเย็นๆ โทรไปถามความคืบหน้าต่อ
เรา: เป็นไงมั่ง
จูลี่: ให้ไปแล้ว แต่ตำรวจมันก้อมาถามย้ำๆว่าแล้วเราจะเอายังไง
เรา: ถามแบบไหนอ่ะ โมโหอ่ะหรอ
จูลี่: ก้อคงนิดนึงอ่ะ
.....
มีสิทธิ์อะไรมาพูดจาแบบนี้กะประชาชนเนี่ย?? กลับบ้านคุยกะพ่อ พ่อบอกว่าเค้าก้อพูดดี (ก้อแน่ดิ) แต่ก้อบอกว่าจะให้ตามจับตัวคงยาก เพราะเราไม่เห็นตัวคนร้าย แต่เราก้อไม่ได้กะจะอะไรมากมายกันอยู่แล้ว แต่มันคงเคืองที่ถูกเราไปกระตุ้นให้มันต้องทำงาน
เรามีสถานีตำรวจไว้ทำไม??
------------------------------------------------
เรื่องที่2: เพิ่งเลิกงานกะลังนั่งเม้าส์อยู่กะพี่ตา
เรา: หวัดดีค่ะ
someone: หวัดดีครับ ผม xxxx ครับ
เรา: (ใครวะ)
someone: จาก XXXX น่ะครับ
เรา: อ๋อ ค่ะ
someone: จากที่วันนั้นเราคุยกันน่ะครับ ผมขอเสนอ xxxxx แล้วเรื่องที่คุณถามก้อเป็นยังงี้ครับ บลาๆๆๆ
เรา: ค่ะ....... งั้นอีก 2 3 วันค่อยตอบนะคะ
ตอนที่ตอบประโยคสุดท้ายนี่ ในใจคิดถึงประโยคนึงจากเมื่อวานทันทีว่า...จะได้ตำแหน่งสูงขึ้น แต่เรื่องเงินก็ยังไม่พอใจ..... เหอๆ อะไรจะแม่นปานนี้เนี่ย หวังว่าเรื่องอื่นจะแม่นด้วยนะ เพี้ยงง
----------------------------------------
เรื่องที่ 3: พี่ตาเอาโทรสับเราไปกดเบอร์แล้วบอกว่า ลองโทรหาเบอร์นี้ให้หน่อย พี่อยากรู้ว่าเค้าจะรับมั๊ย
เสียงในโทรศัพท์: ...ดีแทคคคคค
หันไปบอกพี่ตา ของดีแทคอ่ะพี่
เสียงในโทรศัพท์: ตรู๊ดดดดด ตรู๊ดดดดด
เสียงในโทรศัพท์: ตรู๊ดดดดด ตรู๊ดดดดด
เสียงในโทรศัพท์: ฮัลโหล
เรา: (เฮ้ย ผู้หญิงว่ะ)
เรา: เอ่อ ขอสายนกค่ะ
เสียงในโทรศัพท์: ค่ะ พูดอยู่ค่ะ
เรา: (เอ้า ชิบหาย)
เรา: .....
เรา: .....
ไม่รุ้พูดไรต่อ ชิ่งวางไปก่อนดีก่า แล้วก้อบอกพี่ตา ว่าชื่อนกว่ะพี่ รู้จักป่ะ พี่ตาก้อหน้าเหวอๆ ไม่มีคนรู้จักชื่อนกอ่ะ เออ ก้อเอาเถอะ
ซักพักมีโทรสับมา
เรา: Hello
เสียงในโทรสับ: (เสียงผู้ชายก่อน แล้วก้อเป็นผู้หญิง)
เสียงในโทรสับ: ฮัลโหล
เสียงในโทรสับ: เมื่อกี้โทรมา มีไรรึเปล่าคะ
เรา: (อ่ะ ชิบหายอีกละ)
เรา: อ๋อ จะขอสายนกอ่ะค่ะ แต่เสียงเหมือนไม่ใช่เลยวางไปอ่ะค่ะ
เรา: คงเบอร์ผิดอ่ะค่ะ ขอโทดที
เสียงในโทรสับ: อือ คงงั้นแหละ เราชื่อนกเหมือนกันอ่ะค่ะ
เรา: อ๋อ ค่ะ
เสียงในโทรสับ: แล้วนี่อยู่ไหนอ่ะ
เรา: (ไรเนี่ย มีการชวนคุย) เอ่อ..ก้ออยู่ที่ทำงานอ่ะค่ะ
เสียงในโทรสับ: ค่ะ งั้นแค่นี้นะ
วางไปก้อหันไปเล่าให้พี่ตาฟัง พี่ตาก้องงว่าเออ ไม่รู้จักแล้วยังมีการชวนคุยด้วยเว้ย แต่เราว่า เค้าคงเด็กอยู่อ่ะ ฟังจากเสียงแล้วก็วิธีพูด แต่..... ทำไมตูเดาชื่อแม่นงี้เนี่ย ชื่อมีเป็นพันชื่อ ดันเอาชื่อนี้ น่าจะซื้อหวยมากตอนนั้น เหอๆ ^^
------------------------------------------
วันไหนมีไรแปลกๆ ก้อจะมีหลายเรื่องๆ ยังกะ summer sales ยังไงยังงั้น มีเรื่องอื่นอีก แต่ไม่เกี่ยวกะโทรสับ ไม่เล่าดีกว่าเนอะ เหอๆ
วันนี้มานั่งคิดๆเรื่อยเปื่อย หลังจากช่วงนี้เจอเรื่องอะไรไม่ค่อยดีค่อนข้างเยอะ ทั้งเรื่องตัวเองและเรื่องคนรอบๆข้างเรา บางทีเอาเวลามานั่งเซ็ง นั่งคิดเรื่องพวกนี้ มันเสียเวลาชีวิตไปเท่าไหร่นะ ชีวิตมันก้อเหมือนมี 2 มุม แอบคิดโง่ๆ (เรียกอีกอย่างว่าง่ายๆ) ว่าคนเราอายุประมาณเท่าไหร่นะ น่าจะซัก 65 รึเปล่า (น้อยไปมั๊ยเนี่ย) ตอนนี้อายุ 26 ก้อเหลืออีกตั้งเกือบ 40 ปีแน่ะ คิดเป็นเดือนก้อประมาณ 468 เดือน แต่เวลาถึงเพิ่งผ่านไปในชีวิตมันแค่ 312 เดือนเอง แล้วทำไมคนเราทำไมบางทีต้องยึดติดกับอะไรบางอย่าง ทั้งๆที่รู้ว่าไม่ดี ทำไมไม่มองว่าแล้วเราจะอยู่กับมันไปอีก 40 ปีได้หรอ เลือกที่จะตัดตอนนี้เพื่อที่จะมีชีวิตที่เหลืออย่างมีความสุขไม่ดีกว่าหรอ โชคดีที่เราทำได้ไปเรื่องนึง เมื่อสองปีที่แล้ว ต้องเข้มแข็ง ขจัดความอ่อนแอในใจออกไป ไม่ใช่ว่าไม่สงสารนะ แต่พอมามองว่าเราไม่อยากอยู่อย่างงี้ไปเรื่อยๆ มันก้อควรจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง โชคดีที่ทำได้และไม่ได้เสียอะไรไป ไม่ว่าตอนนี้จะเป็นยังไง แต่ก็ไม่เสียใจที่ทำเพราะคิดดีแล้วว่ายังไงก็ไม่ใช่อ่ะ อย่าเอาความเห็นแก่ตัวของเราไปทำร้ายคนอื่นเรื่อยๆอีกเลย
ต่อๆ เหมือนนอกเรื่อง แล้วถ้าความจิงเราไม่ได้เหลือเวลาเยอะมากมายล่ะ? ใครจะรู้จริงๆว่าเราจะอยู่กันได้อีกนานแค่ไหน เพราะฉะนั้น แทนที่จะเอาเวลามานั่งคิด เอาเวลามานั่งทำอะไรที่เราอยากทำให้มันเป็นจริงไม่ดีกว่าหรอ เช่น อยากไปไหนก็ไปซะ อยากอยู่กะใคร อยากทำอะไรให้เค้า ก้อทำซะ อยากทำอะไรเพื่อตัวเองก้อทำ เพื่อที่ชีวิตของเราจะได้ไม่ต้องเจอกับคำว่า "รู้อย่างงี้น่าจะทำนู่นนี่ซะตั้งนานแล้ว" หรือคำว่า "สายไปแล้ว"
สรุปก้อคือ ชีวิตคนเราจะว่ายาวก้อยาว จะว่าสั้นก้อสั้น เพราะฉะนั้น ใช้ทุกๆวันที่ยังมีอยู่ให้มีค่า อย่าปล่อยเวลาให้เสียไป คนเราเกิดมาอาจจะไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่เวลาที่เราจะได้ทำอะไรให้กันมันอาจจะมีแค่เวลานี้ก็ได้ อยากทำอะไรทำเลย อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เพราะไม่มีใครตอบได้ว่าเราจะตื่นมาเจอพรุ่งนี้อีกซักกี่วัน
จัดการเสร็จซะทีเรื่องไปเที่ยวเนี่ย
โลเลมากก้อตัดทิ้ง
ไอ้ที่จะไปก้อดูแลตัวเอง ชีวิตใครชีวิตมัน
โตๆกันแล้วหวังว่าจะดูแลชีวิตตัวเองได้
ไหนๆก็จะไม่แคร์คนอื่นอยู่แล้วหนิ
(แล้วอย่ามาพึ่งฉันตอนหลังก้อแล้วกัน)
เก่งให้ได้ตลอดละกัน.....
------------------------------------
บ่นพอแระ ไปเดินเล่นดีกว่า
ไปกะน้องอุ้ม ถามไปมั๊ยบอกไป เออชวนง่ายดี ชอบๆ
เดินไปคุยกันไป ก้อดี นานๆเจอคนคุยด้วยแล้วรู้สึกดี
แล้วก้อได้เสียตัง
พอใจแระ กลับบ้านได้
หุหุ
วันไหนอยากรีบกลับบ้าน มักจะมีอารายๆไม่เป็นใจอยู่เสมอ ว่ามะ วันนี้มีนัดกะคุงหมอต้องพาซูโม่ไปฉีดยา ไอ้เราก้อดันมีประชุมยันเกือบหกโมง เสร็จก้อต้องเดินไป CP เอาน้องตูนไปคืนอีก ออกมาดูนาฬิกา ก้อเอาวะ ยังถือว่าเร็วกว่าทุกวัน ปรากฎว่า..... ผ่านมาชั่วโมงนึง ฉันยังอยู่ในสาทรอยู่เลยวุ้ย โทรหาเพื่อน คุยฆ่าเวลาไปก้อช่วยให้รู้สึกว่าไม่ได้ขับรถนานมากดีเหมือนกัน ในที่สุดก้อถึงร้านหมอจนได้
น้ำหนักปัจจุบัน 1.8 Kg. (ขึ้นมาจากเดิมขีดนึง).... คราวนั้นจำผิดว่า 1.3 Kg วันนี้ไปแอบดูที่หมอจด เอ้า มัน 1.7 Kg นี่หว่า แป่วว
วันนี้ซูโม่โดนจิ้มไป 2 เข็มรวด ที่หลังทีนึง ที่ก้นทีนึง ไม่ร้องเลยซักแอะ ไม่รุ้ว่าไม่เจ็บหรือว่ากลัวหมอจัดกันแน่ -__-" แต่ที่รู้ๆแม่มันอาจจะได้ร้องแทน เพราะอีก 2 อาทิตย์ก้อต้องมาฉีดอีกแล้วอ้ะ แงๆ ไม่มีตังกินข้าวแย้วนะ
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
0 Comment Published 10:20 pm in Book , Expirence , Perception By --jinxx--
****เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่เปิดรับฟังทุกความคิดเห็นค่ะ****
วันก่อนไปกินข้าวกะปุยและเพื่อนๆอีกจำนวนนึง เฮฮาๆ คุยไปคุยมา ก้อมาคุยเรื่องประมาณจิตวิทยา แล้วก้อไปเรื่องของจิตวิญญาณ การกลับชาติมาเกิด อะไรพวกนี้ ความเห็นก้อแตกเป็นหลายทาง มีทั้งคนเชื่อและไม่เชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด เราเป็นคนนึงที่เชื่อเรื่องกรรม และการกลับมาก้อเลยพูดถึงหนังสือที่เราชอบเล่มนึง ซึ่งก้อเคยเขียนถึงไปแล้วด้วยชื่อ Only love is real, เราจะข้ามเวลามาพบกัน เป็นหนังสือที่ดีนะอ่านครั้งแรกคือเมื่อตอนปี 1 ตอนนี้เพิ่งได้มาเป็นเจ้าของ น่าแปลกที่ในโต๊ะนั้นมีน้อยคนที่เคยอ่าน ทั้งๆที่ตอนเราปี 1 เราเข้าใจว่ามีเพื่อนเราอ่านกันหลายคนทั้งผู้หญิงผู้ชาย เราก้อเลยบอกปุยว่าจะเอามาให้ยืมก้อละกัน
สองวันถัดมา มีคนส่งลิ้งค์นึงมาให้เรา หัวข้อก้อประมาณถามเรื่องกรุงแตกครั้งที่ 2 เรายังถามว่าให้อ่านอะไรเนี่ย มันอ่านยากๆ เขียนกันเป็นพรืดๆเต็มไปหมด คนนั้นก้อบอกว่าลองอ่านดู สนุกดี อ่านๆไปปรากฎว่ามีคนที่ระลึกชาติได้จากการภาวนา และญาณต่างๆ มาคุยถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองอยู่ในช่วงที่เสียกรุง (จบยังไงยังไม่รู้เหมือนกัน เพราะว่าตอบกันเยอะมากกก ยังอ่านได้แค่ประมาณ 10% เอง)
เราเป็นคนที่เชื่อคำที่ว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ น่าแปลกที่มีคนมาพูดเรื่องนี้ในเวลาไล่ๆกัน เป็นการกระตุ้นความอยากให้เรากลับไปอ่านหนังสือที่ว่าอีกครั้ง
ในหนังสือพูดถึงว่า "ไม่มีการบังเอิญในเรื่องของความรัก" เนื้อหาคือจิตแพทย์ที่ทำการสะกดจิตเพื่อรักษาคนไข้ เขียนเรื่องราวที่เจอมาในการรักษาและนำไปสู่การเจอกันของ Soul ของคนไข้สองคนที่เหมือนจะตามหากันมานานแต่ยังไม่เจอกันซักที สองเรื่องต่างกันตรงที่ศาสนาและวิธีการ เรื่องนึงใช้การสะกดจิตเพื่อย้อนกลับไป อีกเรื่องนึงใช้การเจริญภาวนาแบบชาวพุทธ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับคล้ายกันคือระลึกได้ว่าเราเคยเป็นอะไรมา เพื่อที่จะเรียนรู้บางอย่างจากชาติเดิม เช่นการให้อภัยต่อกัน และเราเกิดมาเพื่ออะไร ชอบในหนังสือตรงที่ว่า
"เจ้าเองก็มีส่วนสัมพันธ์กับตัวเองเท่าๆกับผู้อื่นเช่นกัน ทั้งเจ้าเองก็ได้อาศัยอยู่ในร่างมาแล้วหลายร่าง ในหลายช่วงเวลา ดังนั้น จงถามตัวตนปัจจุบันของเจ้าเถิดว่าเหตุใดจึงน่ากลัวนัก เหตุใดหรือเจ้าถึงกลัวการเสี่ยงที่สมเหตุสมผลด้วย? เจ้ากลับกระทบชื่อเสียงของเจ้าหรือ? กลัวว่าคนอื่นจะมองเจ้าอย่างไรหรือ? ความกลัวบรรดานี้มาจากวัยเด็กหรือก่อนหน้านั้นนั่นเอง"
"ลองถามคำถามเหล่านี้กับตัวเองดู: มีอะไรจะเสียหรือ? ที่เลวร้ายที่สุดคืออะไร? เรามีความสุขหรือที่จะมีชีวิตอยู่ในแบบนี้ไปจนชั่วชีวิต? ถึงอย่างไรคนเราก็ต้องตายอยู่แล้วสักวัน มันยังถือว่าเสี่ยงมากอีกหรือเล่า?"
"ในการเติบโตของเจ้า อย่ากลัวในการปลุกโทสะของคนอื่น โทสะคือการประกาศความไม่มั่นคงทางใจของพวกเขา แต่การกลัวโทสะเยี่ยงนั้นจะรั้งเจ้าไว้"
แปลว่าอะไร? คล้ายจะบอกว่าคนเรามักจะยึดติดกับบางอย่าง ไม่กล้าที่จะเสี่ยงเพราะความกลัว รู้ทั้งรู้ว่าที่เป็นอยู่มันไม่ดี แต่ก็ไม่กล้าที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไปเพราะกลัวนั่นกลัวนี่ ถ้าเป็นยังงั้นก็อยู่ไปยังงี้แหละ รับสภาพกันไป ความกลัวทำให้เราไม่เดินหน้า ถ้าเรามีสามารถสลัดความกลัวนั้นไปได้แล้วลองทำอะไรที่ใจคิด สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่าที่เรากลัวก็ได้
ยังมีอีกหลายประโยคในหนังสือที่อยากให้ลองอ่านดู ถึงจะแปลมาจากหนังสือต่างประเทศแต่ความคิดที่แสดงออกมาในหนังสือค่อนข้างสัจธรรม อ่านแล้วก้อจะแบบว่า อืมมม จริงด้วย อะไรแบบนี้
มองย้อนๆกลับไปจะรู้สึกว่าเกือบทุกสิ่งที่อย่างมีความเกี่ยวพันกันหรือเป็นการแสดง Sign อะไรบางอย่างให้เรา เพียงแต่ว่าเราจะสังเกตุเห็นรึเปล่า สำหรับตัวเองคิดว่าเริ่มเห็นอะไรบางอย่างแล้ว แต่ขอศึกษาจนกว่าจะเข้าใจจริงๆก่อนถึงจะเล่าให้ฟังได้นะ
ไหนๆเกิดมาทั้งที อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ อยากให้หลุดพ้นกันทุกคน จึงบอกต่อ หุหุ
ได้ของที่ฝากซื้อมาหลายวันละ เพิ่งมีอารมณ์เขียนถึง ก่อนขึ้นเครื่องพี่ท่านมีการโทรมาบอกว่าไม่ได้เอา list ที่เราฝากซื้อของไปด้วยนะ เพราะงั้นคงไม่ได้ซื้ออารายกลับไปให้ -_-" เอาเถอะก้อไม่ได้คาดหวังอารายมากมายอยู่แล้ว แต่หลังจากนั้นอีกวันมาคุยกะพี่อีกคนก้อเล่าให้เค้าฟังว่ามันโทรมาบอกว่ายังงี้ พี่เค้าบอกว่าไม่จิ๊งงงง มันยังเอา list ที่น้องปุ๊กฝากมันมาโชว์พี่อยู่เลยวันก่อน (อ้าว ไอ้เลว หลอกน้อง) เอาเป็นว่าเราได้อะรายบ้าง มาดูดีกว่า



DHC

Softymo ครีมอาบน้ำ 420 ml
เปรียบเทียบราคาถ้าซื้อที่นี่กะที่นู่น
เมืองไทย ญี่ปุ่น
- Mask SANA 170*4 = 680 บาท 890 Y(~258.1Baht)
- Mentholatum Medicated Stick ไม่มี 158 Y(~45.82Baht)
- ร่ม Water front 200*2 = 400 บาท 500+525 = 1025 Y(~297.25Baht)
- DHC 440 บาท 840 Y(~243.6Baht)
- Softymo ครีมอาบน้ำ 420 ml 250 บาท 298 Y(~86.42Baht)
- Total 1,770 บาท up 3,211 Y = 931.19 บาท
ถูกกว่าตั้งเยอะแน่ะ เนอะ แต่ของบางอย่างก็ราคาใกล้กัน (ถ้าหาได้) เช่นร่ม water front แต่ที่ได้มามี 2 แบบ คือลายจุดกับ ที่เป็นรูปหัวสัตว์ต่างๆ เราเอาน้องหมามาละ เมืองไทยเอามาขายส่วนใหญ่จะเป็นลายจุดลายทางซะมากกว่า
ขอบคุณเจ้าพี่นพมาก ที่อุตส่าห์หาซื้อกลับมาให้ ถึงจะไม่ได้ทั้งหมดที่ฝากไป แต่ได้แค่นี้ก้อดีใจแล้ว (มันต้องมีคนช่วยช้อปชัวร์ ผู้ชายที่ไหนจะซื้อได้อย่างงี้) เค้าซื้อมาให้ยังจะไปแขวะเค้าอีก เง้อออออ
It's been a long and winding journey, but i'm finally here tonight
Picking up the pieces, and walking back into the light
Into the sunset of your glory, where my heart and future lies
There's nothing like that feeling, when i look into your eyes...
My dreams came true, when i found you
I found you, my miracle...
If you could see, what i see, that you're the answer to my prayers
And if you could feel, the tenderness i feel
You would know, it would be clear, that angels brought me here...
Standing here before you, feels like i've been born again
Every breath is your love, every heartbeat speaks your name...
My dreams came true, right here in front of you
My miracle...
If you could see, what i see, you're the answer to my prayers
And if you could feel, the tenderness i feel
You would know, it would be clear, that angels brought me here...
Brought me here to be with you,I'll be forever grateful (oh forever Faithful)
My dreams came true
When I found you
My miracle...
If you could see, what i see, you're the answer to my prayers
And if you could feel, the tenderness i feel
You would know, it would be clear, that angels brought me here...
Yes they brought me here...If you could feel, the tenderness i feel...
You would know, it would be clear, that angels brought me here...
This song is for you, my dear.
Feel confused like I'm in a maze. Why can't I find the way out for myself? The more sth. happens, the more I feel so lost. Dun wanna depressed like this but how can I do? Speak it out may not da best way if I get da unexpected feedback. Pretend to be strong is easy but not forever....
just waiting, when......
......
Please God bless me...
before too late.
ติ๊กต่อกๆ
จิงๆราคานี้สำหรับเราก้อเฉยๆนะ ไม่ค่อยชอบใส่เสื้อแบบนี้เท่าไหร่ คือมีอยู่บ้างเหมือนกัน แต่พวกที่ทำขายข้างนอกเวลาใส่แล้วมันจะปลายบานๆออก แต่ตัวนี้ไม่เป็น ก้อเลยโออ่ะ

จะรอดไปได้ยังไง
รู้สึกชีวิตกลวงๆยังไงบอกไม่ถูก เหมือนแบบร่างกายต้องขยับตามความเคยชินแต่ข้างในดูกลวงๆ อย่างว่าแหละสิ่งเดียวที่เราทำได้คือการควบคุมตัวเอง ส่วนปัจจัยภายนอกเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ วันนี้ได้เมล์มาฉบับนึงอ่านแล้วก้อขัดใจ ในโลกที่เอาความรุ้สึกของคนใดคนนึงมาเป็นมาตรฐานวัดชีวิตคน มันควรจะเลือกคนวัดให้ดีก่อน... ไม่ใช่หรอ ไม่อย่างนั้นแล้วมันจะไม่ใช่ว่าเราทำงานเพื่อบริษัท แต่เป็นทำงานเพื่อใครหรือเพื่อตัวเอง เราคนนึงที่มีจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ทำงานเพื่อใครถ้าคนนั้นไม่ได้มีสายตามองประโยชน์ส่วนรวมมากว่าส่วนตัว แต่เมล์วันนี้ก้อแค่เป็นการย้ำสิ่งที่เรารู้อยู่แก่ใจว่าที่นี่ทำงานด้วยปากถึงจะได้ดี มันคงไม่รู้สึกอะไรมากถ้าใครคนนั้นไม่มาทำเป็นสอนเราว่าต้องมี account ใหม่ๆเพื่อที่จะได้มีเหตุผลในการโปรโมต บลาๆๆๆ โธ่เอ๊ย ก่อนจะมาบอกคนอื่นช่วยถามตัวเองด้วยคำถามเดียวกันนี้ก่อนเถอะว่าตัวเองทำอะไรบ้าง ของมันรู้อยู่แก่ใจ พอถึงเวลาที่ตัวเองดันยอดไม่ถึงก้อจะมาบีบให้คนอื่นช่วย อย่าคิดว่าคนอื่นโง่มาก พูดกันตรงๆก้อได้ อย่ามาโยนขี้ให้คนอื่น โตๆกันแล้ว
ตอนบ่ายได้ออกไปข้างนอกทำเทสแทนพี่บอน ทั้งๆที่ไม่รุ้เรื่องราวก่อนหน้ามาก่อน ก้อดีไม่ได้ออกมานานแล้ว แต่ก้อแปลว่างานตัวเองก้อไม่ได้ทำเหมือนกัน เราไม่รุ้หรอกว่าทำไมเราต้องมา แค่ไอทีอยากให้ BD ไปด้วยก้อเลยต้องมา แต่พอมาก้อว่าดีแล้วล่ะที่มาเพราะท่านทั้งหลายคิดวิธีเทสกันแบบทื่อๆจิงๆ กลายเป็นว่าเราต้องคิดเงื่อนไขเทสให้เค้าซะงั้น ซึ่งก้อทำให้เจอ Bug มหาศาลดี ทั้งตัวโปรแกรมเองและ Human error ซึ่งไอทีก้อบอกว่าจะกลับไปเช็คใหม่
เรื่องของเรื่องคือ เรารู้สึกว่าทำไมคนเด๋วนี้มันไม่ค่อยรอบคอบเลย เมื่อก่อนเค้าจะบอกว่าคนเรียนสายวิทย์มักจะคิดอะไรเป็น logic มากกว่าคนสายศิลป์ ตอนนี้เราว่ามันไม่เกี่ยวแล้วอ่ะ มันอยู่ที่หลายๆอย่าง ถ้าที่บ้านที่โรงเรียนหรือสังคมรอบข้างไม่ปลูกฝังมันก้อคงยาก เวลามันผ่านไปเรื่อยๆ คนเรามันก้อร่างกายโตไปเรื่อยๆเหมือนกัน แต่ถ้าใจเราไม่โตไปด้วย อนาคตของชาติจะเป็นยังไงเนี่ย
ตั้งแต่อยู่อังกฤษจนถึงวันนี้ ทำให้โลกของเราเปิดกว้างมากขึ้น เจอคนหลายๆแบบมากขึ้น รู้สึกขอบคุณพ่อกับคุณยายและที่บ้านมากๆที่คอยว่าเราบ่อยๆ ตอนเด็กๆพ่อปุ๊กจะด่าว่าชุ่ยเสมอ ทั้งๆที่มันคงดูไม่มีอะไรในสายตาคนอื่น ขอบคุณที่จ้ำจี้จ้ำไชให้เราทำอะไรเป็นในหลายๆอย่าง สิ่งที่มีค่าที่สุดคือการสอนให้เราอยู่ด้วยตัวเองได้ เพราะในที่สุดเค้าก้อไม่ได้อยู่กะเราไปตลอดชีวิตอยู่แล้ว
ที่บ่นๆมาไม่ได้มีอะไร แค่เป็นห่วงแทนคนอื่น เป็นห่วงอนาคตของชาติ ซึ่งความจริงเราก้อคงไม่มีสิทธิ์ไปคิดแทนคนอื่นได้อยู่แล้วล่ะ อย่างที่บอกตอนต้นว่า บางทีการทำอะไรได้ดีมันอาจจะสู้คนที่มีปากเป็นอาวุธไม่ได้ในโลกเบี้ยวๆใบนี้.... ยอมให้เป็นแบบนี้มันก้อได้ คิดสั้นดี เอาแต่ตัวเองรอด แต่ถ้าทุกคนคิดแบบนี้กันหมด จะเป็นยังไงลองมองดีๆ
บ่นพอแล้ว วันนี้ตอนขับรถกลับบ้าน มองไปที่รถเมล์ลิบๆหน้ารถเรา เห็นจอทีวีด้วย แม่เจ้า ถ้าขึ้นราคาแล้วปรับปรุงติดทีวีให้ดูอย่างงี้ทุกคันก้อดีดิ นี้คือสาย 542 ที่เมื่อก่อนเรานั่งไปเซ็นทรัลได้ เมื่อก่อนสายดีก้อดีกว่าสายอื่นอยู่แล้วตรงที่เปิดเพลงให้คนขึ้นฟัง คราวติดจอทีวี 4 อันเลย สุดยอดว่ะ วันหลังต้องลองไปนั่งดูมั่งดีกว่า
มาอัพเดตชีวิตของหนูซูโม่ดีกว่า ตั้งกะมาอยู่ด้วยกันนี่ หนูซูโม่ก้อมีแววจะฉลาดหลายอย่างอยู่น้า เช่น รุ้ว่าต้องฉี่ อึ ในหนังสือพิมพ์ (ถึงแม้ว่าจะมีพลาดเป้าในบางครั้งบ้าง) จำเราได้แล้วว่าเป็นใคร ยืนสองขาได้ (แต่ยืนได้ซักพักจะหงายท้อง แบบว่าอ้วนง่ะ) ชอบเล่นของเล่น (ตรงนี้แหละที่ไม่เหมือนกิสโม่) นอนหลับลึกแบบว่าอุ้มไปยังไม่ตื่น แต่พอนอนเต็มที่แล้วจะคึกคักๆ รื้อของใหญ่เลย บางทีก้อชอบไปแทะสายไฟนู่นนี่ ต้องให้ดุประจำ (ตรงนี้กิสโม่ก้อไม่เป็น) ความจริงเราไม่ได้เอาซูโม่มาแทนกิสโม่อยู่แล้วล่ะ ของแบบนี้มันแทนกันไม่ได้อยู่แล้ว แต่ยังไงความที่เป็นสายพันธ์เดียวกันก้อต้องมีส่วนที่เหมือนกันอยู่บ้าง เช่น เงียบพอกันเลย ชอบจริงๆ แต่วันนี้ได้ยินเสียงหนูซูโม่ดังๆครั้งแรกก้อเพราะว่าดันวิ่งตามพี่ทำงานบ้านจาออกไปข้างนอกแล้วประตูมันหนีบอ่ะ ร้องอื๊ดๆใหญ่เลย น่าฉงฉานจริงๆ แต่ว่าเช็คแล้วก้อปกติดีนะ ถ้าเจ็บก้อขอให้แข็งแรง หายไวๆนะจ้า
มาดูซิว่าว่างๆซูโม่ชอบทำอะราย ตามลิ้งค์เลยค่ะ
http://nujinxx.multiply.com/video/item/5
เมื่อวานไปหาหมอมา หมอส่องดูบอกว่าแผลยังเหลืออยู่จี๊ดนึง ต้องหยอดตาต่อไปเรื่อยๆนะ (เฮ้อ) แย่จังเลย
ว่าแต่การที่ต้องไปรอตรวจครึ่งชม ตรวจสามนาที แล้วต้องรอจ่ายตังอีกเกือบชั่วโมงนี่มันสมเหตุสมผลแล้วหรอ มันเป็นสิ่งที่ทางโรงพยาบาลควรต้องปรับปรุงรึเปล่า
รอจนเหนื่อยเลยไม่มีอารมณ์ไปไหนต่อ กลับบ้านดีกว่า
เปื่อยแบบช่วงเวลา lap กันซะด้วย อยู่ดีดีน้องตาที่ไม่เคยเป็นไรมาก่อน ก้ออยากจะไปหาหมอมั่ง พฤหัสที่แล้วก้อเจ้บตาเหมือนโดนไรทิ่ม ให้พี่ๆน้องๆที่ออฟฟิศช่วยกันดูก้อไม่มีอะไร พอวันศุกร์เท่านั้นแหละ ลืมตาไม่ขึ้นเลยคับพี่น้อง เจ็บมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่รุ้จะบอกไงดี ตาก้อแด๊งแดงงงเหมือนร้องไห้เป็นสายเลือด น้ำตาก้อไหลๆๆ โดนแสงก้อไม่ได้จะปวดมากกก (นี่กุเป็นผีดิบป่าวเนี่ย??) โชคดีมีคนมาหิ้วไปหาหมอ ขืนขับรถเองคงไม่ถึงโรงบาล คุณหมอบอกว่า ตาเป็นแผลแล้วก้อติดเชื้อได้ไงไม่รุ้ ก้อเลยอักเสบ แล้วก้อให้ยามาหยอดๆๆทุกชั่วโมงเลยมียาป้ายด้วย จะทำเป็นมั๊ยเนี่ย แล้วก้องดใช้ตา โดนแสงทุกอย่าง ก้อไม่อยากใช้อยู่หรอกเพราะว่ามันเจ็บมาก ความจิงอยากถ่ายรูปตาตัวเองเก็บไว้ แต่มันน่ากัวง่ะ แถมกล้องมันมีแสงเวลากดด้วยจะหาเรื่องใส่ตัวทำไมเนี่ย
ยาคุณหมอได้ผลดีนะ วันถัดมา ตาแดงลดลงเยอะมาก แต่ก้อยังเห็นว่าแดงอยู่เหมือนคนร้องไห้มา 5 วันเท่านั้นเอ๊งง (จากเมื่อก่อนอาจจะเหมือนร้องมาทั้งชีวิต) แล้วเราก้อหยุดๆๆจนถึงวันจันทร์ แต่เป็นการหยุดที่ขาดทุนมากๆ เพราะป่วยหนัก แถมไม่ได้ไปไหนวันเสาร์อาทิตย์ด้วย เซ็งมากๆ
เด๋วต้องไปตรวจอีกเป็นรอบที่ 3 เร็วๆนี้ แล้วจะมาเขียนต่อว่าเป็นไง
สรุปว่า การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ จริงๆ เพิ่งอินจัดๆก้อช่วงนี้เหมือนกัน
ขออีกรอบ ดูแลตัวเองให้ดีทั้งกายและใจ สิ่งที่ทำยากแต่ควรจะทำ
เปื่อยด้วยโรคเดิมๆ ที่ไม่ปรากฎตัวมาหลายปีแร้ว เหตุเกิดเมื่อวานนี้ เริ่มจากการปวดๆหายๆไอ้เราก้อมองโลกในแง่ดีว่าเด๋วมันคงหายไปเอง ประกอบกะงาน โค-ตะ-ระ ยุ่งด้วยเลยไม่มีเวลาลงไปหายากิน อาการเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ จากปวดท้องอย่างเดียว ชักจะอยากอ้วกด้วย ปวดหัวหมุนติ้วอีกต่างหาก ไปซื้อยากินก่อนขับรถ กลับบ้านมาก้อยังกินยาอยู่ นอนหลับไปก้อตื่นมาเป็นระยะๆเพราะปวดท้อง ไม่เคยเป็นขั้นนี้เลยนะนี่ หยุดงาน แต่ยังไม่ไปหาหมอ ขอดูอาการตัวเองก่อน (ทำเป็นเก่งทำไมเนี่ย) ไม่หรอก ก้อแค่ขี้เกียจขับรถ ไม่มีใครอยู่ให้พาไปซะงั้น แงงง
บ่ายๆกินแล้วก้อนอน ตื่นมาคิดว่าจะดีขึ้น เปล่าเรยย ลุกปุ๊ปเหมือนกรดไหลลงกระเพาะ ปวดมากกกกกกก แม่เจ้า ยังกะกระเพาะทะลุ (คิดไปเอง) ตอนเย็นทนไม่ไหวเลยขับรถไปเองก้อได้ฟระ คุณหมอตรวจด้วยความรวดเร็วมั่กๆ เสร็จแล้วโดนอัญเชิญให้ไปจ่ายตัง ตอนนั่งรอก้อนั่งมึน เพิ่งคิดได้ว่า เอ๊ะตกลงกุเป็นไรวะ หมอไม่ได้บอกก้อดันลืมถาม -_-" แต่เดาได้อยู่แล้วมันต้องเป็น โรคกระเพาะ แน่นอน...
กลับมาหาความรู้เพิ่มเติม ว่าโรคได้เป็นมายังไง แล้วต้องทำตัวยังไง ก้อตามนี้
โรคกระเพาะอาหาร
โรคกระเพาะอาหารหมายถึงภาวะที่มีแผลเยื่อบุกระเพาะและลำไส้ถูกทำลายถึงแม้ว่าจะเรียกว่าโรคกระเพาะแต่สามารถเป็นได้ทั้งที่กระเพาะและลำไส้ ว่าถ้าเป็นเฉพาะเยื่อบุกระเพาะเรียก gastritis แต่ถ้าเป็นแผลถึงชั้นลึกmuscularis mucosa เรียก ulcerถ้าแผลอยู่ที่กระเพาะเรียก gastric ulcerถ้าแผลอยู่ที่ลำไส้เล็กเรียกduodenal ulcer โรคกระเพาะพบได้ทุกวัย
สาเหตุของโรคกระเพาะอาหาร
- การหลั่งกรดผิดปกติในกระเพาะอาหาร
- กรรมพันธุ์ พบว่าเกิดกับคนในครอบครัวเดียวกันได้บ่อย ๆ
- บุหรี่ ทำให้มีการผลิตกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น นอกจากนี้ ยังทำให้แผลหายช้า
- ชา กาแฟ และน้ำดื่มที่มี Caffeine จะทำให้กรดหลั่งออกมามาก
- ยา บางอย่าง มี ผลทั้งระคายเคืองกระเพาะอาหารโดยตรง และทำให้กลไกการป้องกันในกระเพาะอาหารเสียไป ได้แก่ ยาแอสไพริน กลุ่มยา NSAIDs ที่ใช้รักษาโรคข้อแก้ปวด ยาในกลุ่มเสตียรอยด์ ฯลฯ
- ความเครียดความกังวล ทำให้มีการหลั่งกรดมากขึ้น
- การติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ Helicobacter pylori
อาการ
1. ปวดท้อง ลักษณะอาการปวดท้องที่สำคัญ คือ
ปวดบริเวณลิ้มปี ปวดแบบแสบๆหรือร้อนๆ ปวดเรื้อรังมานาน เป็นๆ หายๆ เป็นเดือนหรือเป็นปี
ปวดสัมพันธ์กับอาหาร เช่น ปวดเวลาหิวหรือท้องว่างเมื่อกินอาหารหรือนม จะหายปวด บางรายจะปวด หลังจากกินอาหารหรือนมจะหายปวด บางรายจะปวดหลังจากกินอาหารหรือปวดกลางดึกก็ได้
2. จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เรอลม มีลมในท้อง ร้อนในท้อง คลื่นไส้อาเจียน
3. อาการโรคแทรกซ้อน ได้แก่
อาเจียนเป็นเลือดดำ หรือแดง หรือถ่ายดำ เนื่องจากมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น
ปวดท้องรุนแรง และ ช๊อค เนื่องจากแผลกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กทะลุ
ปวดท้องและอาเจียนมาก เนื่องจากการอุดต้นของกระเพาะอาหาร
อาการของโรคกระเพาะอาหารจะไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค บางรายไม่มีอาการปวดท้อง แต่มีแผลใหญ่มากในกระเพราะอาหาร หรือลำไส้ บางรายปวดท้องมากแต่ไม่มีแผลเลยก็ได้
อาการอื่นที่พบได้
น้ำหนักลด
เบื่ออาหาร
แน่นท้อง ท้องเฟ้อ
คลื่นไส้ อาเจียน
ผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้ต้องรีบพบแพทย์
- ปวดท้องทันที ปวดเหมือนถูกมีดบาด ขยับตัวหรือหายใจแรงๆจะทำให้ปวดเพิ่มมากขึ้น และปวดไม่หาย ซึ่งอาจจะเกิดจากกระเพาะอาหารทะลุ (เรานี่เก่งเนอะรอเกิน 24 ชั่วโมงค่อยเสด็จไปหาหมอ)
- อุจาระดำ หรืออาเจียนเป็นเลือด เนื่องจากเลือดออกทางเดินอาหาร
แน่นท้องอาเจียนบ่อย เป็นอาหารที่รับประทานเข้าไป ซึ่งอาจจะเกิดจากลำไส้อุดตัน
วิธีการรักษาโรคกระเพาะอาหารทำอย่างไร
- รับประทานอาหารให้เป็นเวลา ควรทานสามมื้อ เว้นอาหารรสจัด งดทานอาหารว่างหลังอาหารมื้อเย็น
- ระหว่างรับประทานอาหาร เคี้ยวให้ละเอียด ไม่รับประทานอาหาร เวลาเหนื่อยมาก ๆ หรือหลังเล่นกีฬา
- งดสูบบุหรี่เด็ดขาด และควรงดดื่มสุราหรือดื่มกาแฟขณะท้องว่าง
- ลดความกังวลความตึงเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ..พูดง่ายทำยากอีกแล้ว -__-"
- ละเว้นการใช้ยาแก้ปวดแก้ยอก เช่น แอสไพริน ยาในกลุ่ม NSAIDs และเสตียรอยด์ ถ้าจะต้องใช้ควรให้แพทย์ดูแลการใช้ ไม่ควรหามากินเอง
อาการเตือนที่ทำให้ต้องระวังว่าเป็นมะเร็ง ได้แก่ (อันนี้น่ากัวมากก)
- ปวดท้องจนต้องตื่นนอนตอนกลางคืน (แงงง เข้าข่ายย)
- น้ำหนักลดลงมากกว่า ร้อยละ 5 ใน 1 เดือน
- อายุมากกว่า 40 ปี
- ถ่ายเป็นเลือด
- อาเจียน หลังรับประทานอาหาร (อันนี้ก้อใกล้แล้ว)
- กลืนลำบาก
- มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
- ซีด
- ตัวเหลืองตาเหลือง
- ตับม้ามโต
- มีก้อนในท้อง
- ท้องโตขึ้น
- มีการเปลี่ยนของระบบขับถ่าย
Link: Siam Health , ThaiClinic , ThaiLabonline
ดูแลตัวเองดีดี.... เรื่องที่รู้ๆกันอยู่แต่บางทีมันก้อทำยากเหมือนกัน
In Farewell to Gizmo, SorroW for tOdaY
1 Comment Published 12:37 am in Gizmo , Perception By --jinxx--
ถึงกิสโม่
กิสโม่ประมาณ 1 ขวบ

ถ่ายตอนเช้าหน้าตาดูดุอีกแล้ว สงสัยคนที่หนูไม่ชอบจะยืนอยู่แถวนี้ อิอิ

ถ่ายที่ระเบียงบ้านที่เมืองกาน ใครเนี่ยหล่อซะ ฮ่าๆๆๆ
น่ารักจิ๊งงงง ลูกใครเนี่ยยย
ถ่ายด้วยกันหน่อย




หลังจากที่กลับมา ประโยคแรกที่หม่ามี๊จะพูดกะคุณยายตลอดคือ หนูเป็นไงบ้าง (ไม่เคยถามถึงคุณตาคุณยายเลย จนเค้าน้อยใจกันหมดแล้ว) คุณยายบอกว่าหนูสบายดี หม่ามี๊ก้อไม่ค่อยจะเชื่อ เพราะจากคราวก่อนที่หม่ามี๊โทรไปถามว่าหนูเป็นอะไรรึเปล่า เพราะหม่ามี๊สังหรณ์ใจ คุณยายก้อบอกว่าไม่ได้เป็นอะไร แต่ความจิงพอหม่ามี๊กลับมาค่อยเล่าให้ฟังว่า วันนั้นหนูโดนไอ้หม้อกัดที่หน้า เพราะไอ้หม้อเข้ามาในบ้าน แล้วหนูเข้าไปยืนขวางไว้ เลยโดนกัด ต้องพาไปหาหมอกัน แล้วหม่ามี๊ก้อโทรมาถามวันนั้นเลย คุณยายเลยกลัวว่าหม่ามี๊จะคิดมากเลยโกหกว่าไม่มีอะไร แต่ในใจคุณยายคือคิดว่า หม่ามี๊รู้ได้ยังไง ก้อเราอยู่ด้วยกันตลอด ทำไมจะมีจิตถึงกันไม่ได้ล่ะเนอะ หม่ามี๊บอกคุณยายว่าหม่ามี๊ฝันไม่ดีเกี่ยวกับหนู พอตื่นเลยโทรมาถาม คุณยายยังบอกว่าตอนไปหาหมอ หนูก้อไม่ยอมให้หมอดูแผลเลย ซึ่งปกติหนูจะกลัวหมอมากเวลาหม่ามี๊พาไปหาหมอ แต่พอคุณยายเรียกชื่อหม่ามี๊หนูก้อเลยเหลือบตาหันไปดู หมอก้อเลยดูแผลได้ ฟังแล้วอยากกลับไปจังเลย เหตุการณ์จากคราวนั้น หม่ามี๊เลยบอกให้คุณยายถ่ายรูปหนูส่งมาให้หม่ามี๊ดูหน่อย ซึ่งก้อได้สองรูปนี้มา
---------------------------------------------------
รักหนูมากๆ ขอบคุณเวลา 5 ปีครึ่งที่เราได้อยู่ด้วยกัน หม่ามี๊มีความสุขมากๆ หวังว่าหนูจะคิดเหมือนกัน
แล้วซักวันเราจะพบกันอีกนะ
Categories
Blog Archive
-
▼
2007
(105)
-
▼
December
(12)
- Christmas AgaiN @ Q HousE SathorN
- กรอบแต่มะเจียม
- Christmas TimE @ CWP
- Sumozilla!!
- งาน Green Charity
- FMONE Gift Fair2
- CMG sales and Thailand Best Buy
- LoveIS ConceRt AgAin Day 3: Shopping & Sunflower
- LoveIS ConceRt AgAin Day 2: ATV & WatErFaLl
- LoveIS ConceRt AgAin Day 1: Loveis ConcErt
- เมื่อความใส่ใจมันไม่มีค่า
- I'm so small
-
▼
December
(12)















